วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2554

วิเคราะห์ร่วม SWOT

เอาละ  เรารู้แล้วว่า  การวิเคราะห์ SWOT  แบ่งเป็น 2  ส่วนคือ

1. SW-- ใช้ 5 Force + 1 แนวร่วม Analysis  --Supplier, Competition, สินค้าทดแทน, ลูกค้า, อุปสรรคในการเข้ามาในอุตสาหกรรมนี้  และ เพิ่มอีก 1 ตัว คือ พันธมิตร

2. OT  - เราใช้การวิคราะห์ แบบภาพรวม คือ การเมื่อง และ กฎหมาย, เศรษฐกิจ, เทคโนโลยี ที่เป็นตัวแปรในการเปลี่ยน สังคมวัฒนธรรม (Social Cultural)  และเพิ่มอีกตัวที่มาแรงคือ  Natural Environment


วิเคราะห์เสร็จแล้ว - ลองดูว่าเราอยู่ตรงไหนใน SWOT Matrix

1.  S มาก O มาก -- Star (ดาวเด่น)
2.  S มาก T มาก  -- Cash cow (วัวทำเงิน)
3. W มาก  T มาก - Poor little Dog (สุนัขน่าสงสาร)
4. W มาก O มาก -  Question mark - เราจะทำอย่างไรกับธุรกิจดี


1.  S มาก O มาก -- ดาวเด่น -- ธุรกิจแข็งแกร่ง และ สภาพแวดล้อมเปิดโอกาสให้เติบโต   - ถ้าวิเคราะห์แล้ว ธุรกิจของเราคือดาวเด่น  ก็แนะนำให้ใช้กลยุทธ Growth  การ Growth มี 2 แบบ คือ
  • Concentric Growth -- ตัวอย่างที่ดีที่สุดคือ PTT -- ปตท. ถือเป็นธุรกิจดาวเด่น เป็นธุรกิจผูกขาด จัดหาพลังงานให้เพียงพอต่อความต้องการของประเทศ  เป็นองค์กรที่มีความพร้อมทั้งทุนทรัพย์ คน เครื่องมือ เครืองจักร ประกอบกับการเติบโตของธุรกิจพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันที่สูงขึ้น โดยใช้กลยุทธ แบบ Concentric Growth
    • Horizental --  ลงทุนในอุตสาหกรรมให้เข้มข้นขึ้น  ปตท. ขยายธุรกิจปั้มปตท. ไปทั่วประเทศ  รวมถึงซื้อกิจการปั้มน้ำมันอย่างปั้มเจ็ท  ทุกครั้งที่มีการขยายปั้มกาซ และน้ำมัน ปตท. มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรูปแบบทั้งการบริการ และ ร้านค้าเพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าในการเดินทาง  เช่น เมื่อเราเข้าปั้มน้ำมัน เติมน้ำมันเสร็จ เราอาจจะอยากเข้าสุขา  อยากทานน้ำ หรือหิว อยากทานอาหารว่าง หรืออาหารหลัก  บางครั้งอยากหาหนังสือพิมพ์อ่าน ก็มีให้อ่าน ปั้มน้ำมันเลยเป็น one stop service สำหรับนักเดินทางโดยรถยนต์

    • Vertical

  • Diversify Growth




2.  S มาก T มาก  -- Cash cow (วัวทำเงิน)
3. W มาก  T มาก - Poor little Dog (สุนัขน่าสงสาร)
4. W มาก O มาก -  Question mark - เราจะทำอย่างไรกับธุรกิจดี

วันจันทร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

วิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอก

     วันนี้ขอขึ้นจั่วหัวว่าการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอก ซึ่งเป็นปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ แต่แสวงหาโอกาส หรือ ป้องกันอุปสรรคที่กำลังจะมาได้ โดยหลัก ๆ  จะมี 5 มุมคือ

1. สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ--- ดิน- น้ำ - ลม - ไฟ (Natural Environment) - ความสำคัญของสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเพิ่มขึ้นมา (อย่างทันควัน)  หลังจากวิกฤตโลกร้อน ต้องเผชิญทั้งเอลนิโน (เด็กผู้ชายนรก) และ  ลานินา (เด็กผู้หญิงจอมดื้อ)  ทอร์นาโด, สินามิ, แผ่นดินไหว, น้ำท่วม, ภาวะเรือนกระจก ฯลฯ  มีผลกระทบจนกระทั่งกรมอุตินิยมวิทยา กลายเป็นกรมยอดนิยมในหลายๆ  ประเทศ
      ที่สำคัญ สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ เป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจ กฎหมาย  และ สังคมวัฒนธรรมในแต่ละประเทศ  เพราะการที่ควบคุมไม่ได้ สั่งการไม่ได้  เลยต้องพึ่งพาการทำนายแทน  หรือจินตนาการภาพในอนาคต (Scenario)  โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัด อยู่ในประเทศอเมริกา  เจ้าแห่งการประกันสารพัดอย่าง

       ความหายนะหลังจากที่เฮอร์ริเคน Andrew ได้ถล่มสหรัฐอเมริกาเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว บริษัทประกันภัยต่างๆ ต้องจ่ายค่าชดเชยเป็นมูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 25 พันล้านเหรียญสหรัฐ จากเหตุการณ์นี้ทำให้บริษัทประกัน ต้องหาหนทางที่จะทำนายอนาคตให้ได้  ซึ่งปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ได้ออกแบบระบบซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการทำนายอนาคต เรียกว่า " Complex adaptive system" เป็นระบบปฏิบัติการใหม่ ที่เก็บข้อมูลในอดีต ปัจจุบัน เพื่อใช้ในการทำนายอนาคต

    หรือ การเกิดน้ำท่วมใหญ่ในปี 2553 (และจีน)  ส่งผลให้สินค้าเกษตรมีแนวโน้มว่าราคาในปีหน้าจะสูงขึ้น สำหรับชาวนา ก็คงน้ำตาไหล แต่สำหรับบริษัทค้าข้าว นั่นคือกำไรที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การกักตุนสินค้าส่งผลให้ราคาเกษตรสูงขึ้น
    ดังนั้นสภาพแวดล้อมเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ และมีผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจของเรา อาจจะดีหรือร้าย  เช่นฝนตกน้ำท่วม  --- เศรษฐกิจตกต่ำในชุมชนนั้น แต่เมืองยังต้องฟื้นฟู ธุรกิจอาหาร, ก่อสร้าง พลังงาน ยารักษาโรค ย่อมได้รับผลในทางบวก  แต่ธุรกิจของฟุ่มเฟือย เช่น นาฬิกา, ตุ๊กตา, ร้านอาหารแพง ๆ , เสื้อผ้าหรู ๆ อาจต้องเบรคไว้ก่อน


2. การเมืองและกฎหมาย (Legel & Political)
      
        กฎหมายเป็นทั้งอุปสรรค และ การส่งเสริม เช่น ภาษีนำเข้าข้าวในญี่ปุ่นสูงปรี้ด เพื่อช่วยเหลือชาวนาในประเทศญี่ปุ่น แต่เป็นกำแพงภาษีสำหรับผู้นำเข้าข้าวสู่ญี่ปุ่น  

         หรือการกำหนดมาตรฐาน HACCP และ Organic Food สำหรับนำเข้าสินค้าเกษตรสู่กลุ่มประเทศ EU ก็เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรในประเทศ และ เพื่อความปลอดภัยสำหรับประชาชนในประเทศนั้น ขณะเดียวกันก็เป็นอุปสรรคสำหรับผู้นำเข้าสินค้าเกษตรที่ต้องทำตามมาตรฐาน และกลับไปควบคุม กำหนดมาตรฐานตั้งแต่ Farm to table




     เรื่องของการเมืองเองย่อมมีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจอย่างยิ่งยวด ผลกระทบอย่างไรท่านคงเห็นกันจะจะ ตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน  การเมืองมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนอย่างมาก ทั้งด้านสังคม - คุณเสื้อสีอะไร???  ทั้งด้านเศรษฐกิจ - ปิดถนน , รัฐออก พรก. ทั้งด้านความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อการเมืองเริ่มเปลี่ยนไป    ประชาชนเริ่มเข้ามามีบทบาทต่อการเมืองมากขึ้น
    เมื่อก่อนเราอาจดูลักษณะทางการเมือง ว่าเป็นสังคมนิยม คอมมิวนิสต์  เผด็จการ หรือประชาธิปไตย  ต่อมาการปกครองแบบคอมมิวนิสต์เริ่มล่มสลายพร้อมกับการทุบกำแพงเบอร์ลิน ประเทศคอมมิวนิสต์ที่เหลืออยู่ ต่างต้องปรับตัวและปรับเปลี่ยนเพื่อให้ทันต่อยุคสมัย  เพราะฉนั้นเราจึงได้เห็นประเทศจีนที่เปลี่ยนไป เป็นประเทศสังคมนิยมผสมผสานกับระบบทุนนิยม  เพราะจึนเลือกว่าเราจะเปลี่ยนเอง มากกว่าที่จะถูกบังคับให้เปลี่ยน  ปัจจุบันจีนเลยเป็นประเทศที่มี GDP สูงที่สุดในโลก เป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของอเมริกา เป็นประเทศที่พูดอะไรออกมาแล้วคนต้องฟัง 
       หรือแม้แต่เหตุการณ์โดมิโนของโลกอาหรับโดยเริ่มจากตูนิเซีย แล้วลุกลามไปยังอียิปต์ ลิเบีย บาห์เรน โมร็อกโก แอลจีเรีย รวมทั้งอัฟกานิสถาน และหลายคนก็เชื่อว่า น่าจะปะทุขึ้นในเอเชียกลาง อิรัก จอร์แดน หรือมณฑลซินเจียงของจีนด้วย  จะเห็นว่าปัญหาเริ่มจากความเดือดร้อนของประชาชนแบบทวีคูณ แล้วนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง เปลี่ยนแปลงการเมือง และสุดท้ายเปลี่ยนแปลงกฎหมาย
      ซึ่งผู้เขียน เขียน ณ วันที่ 28 ก.พ.2554  คาดว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ประชาชนเริ่มเข้ามามีบทบาททางการเมืองมากขึ้นเมื่อตนเองเดือดร้อน (ไม่ใช่มอบอำนาจให้แก่นักการเมืองเพียงอย่างเดียว)  การเรียกร้องและการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลจะเริ่มมีมากขึ้นๆ   ประชาธิปไตยในอนาคตจะเริ่มเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ  นโยบายประชานิยม หรือ ระบบการเมืองท้องถิ่น (ซึ่งใกล้เคียงกับระบบมาเฟียแบบถาวรมากขึ้น ๆ ) หรือ การโกงกินของนักการเมืองโดยไม่แคร์สายตาประชาชน จะเริ่มใช้ไม่ได้  แต่ละประเทศอาจต้องเริ่มคำถามที่ว่า  จะเปลี่ยนเอง หรือจะถูกบังคับให้เปลี่ยน  การเปลี่ยนแปลงอาจต้องเริ่มมาจากการปรับปรุงกฎหมาย  ระบบการทำงานแบบถึงราก  ระบบการตรวจสอบ ระบบการฟังเสียงประชาชน และการมี
ส่วนร่วมของภาคประชาชนน่าจะเป็นคำตอบสุดท้ายของภาครัฐ

     ในฐานะของผู้ประกอบธุรกิจอาจต้องมองปัจจัยความเสี่ยงทางการเมืองอย่างระมัดระวังเพราะการเปลี่ยนแปลงนั้นมักเป็นไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง  และอย่าลืมเรื่อง Butterfly effect นะคะ

3. เศรษฐกิจ (Economy)

       เศรษฐกิจ (ศก.) มีผลต่อการลงทุนทางธุรกิจอย่างสูง แต่ที่สำคัญการมองสภาพ ศก.ของแต่ละท่านนั้นแตกต่างกัน  อย่างเหตุการณ์ต้มยำกุ้งในไทย  ทำให้ ศก.ในโซนเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ต้องล้มระเนระนาด  ทุกคนกลับกลัวกัน แต่สิงคโปร์กลับมาคว้านซื้อธุรกิจในไทย หรือ นักธุรกิจไทยบางคน ก็คว้านซื้อที่ดินหรือ หุ้นในราคาถูก    การมอง ศก. จึงต้องเอาชนะ ความโลภ กับ ความกลัว ให้ได้

      สำหรับตัวเลขทางเศรษฐกิจ ไปอ่านที่นี่เลยนะคะ

อ้างอิงจาก : http://www.taladhoon.com/taladhoon/lib/setfa01/setfa01-2-d.htm



4. เทคโนโลยี (Technology)  + 5. สังคมวัฒนธรรม (Social cultural)  ขอพูดร่วมกันนะคะ  เพราะเทคโนโลยี    เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก ลองมองวิวัฒนาการของเทคโนโลยีดูนะคะ




   เริ่มจากยุคหิน ที่มนุษย์ทำเครื่องมือจากหิน กระดูกและไม้  ในการล่าสัตว์  ต่อมามนุษย์เริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับทองแดง ทำให้มนุษย์ทำสู่ยุคบรอนซ์ในการผลิตเครื่องมือ และ อาวุธ จนเข้าสู่ยุคเหล็ก มนุษย์เริ่มตั้งถิ่นฐานตามริมแม่น้ำ เพื่อทำเกษตรกรรม  และนำเหล็กมาเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการดำรงชีวิต  ทำให้มนุษย์เริ่มตั้งชุมชน เริ่มกำหนดกฎเกณฑ์ กำหนดบรรทัดฐาน ค่านิยม และวัฒนธรรมร่วม   ผลผลิตที่เคยเลี้ยงตนเองและครอบครัว เริ่มเกิดผลผลิตส่วนเกิน  -- ส่วนหนึ่งจ่ายให้รัฐเป็นสวัสดิการร่วม  อีกส่วนเริ่มออกจำหน่าย  ช่วงนี้เริ่มมีการแลกเปลี่ยนค้าขาย  สังคมแบ่งเป็น 4 ชนชั้น คือ ผู้ปกครอง พ่อค้า พลเมือง และทาส
    เมื่อสังคมเจริญขึ้น  คนมีเวลาที่จะเรียนรู้และศึกษาสิ่งรอบตัวมากขึ้น เกิดการคิดค้นมากมายและได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของมนุษย์ไป  การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีแบ่งเป็น 3 คลื่นเช่นกันคือ

1.  ช่วงศตวรรษที่ 18 -- เป็นช่วงเวลาแห่งการคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ ในยุโรป จะมีนักคิดค้นเต็มไปหมด  และการคิดค้นที่ทำให้เปลี่ยนจากสังคมเกษตร ไปสู่สังคมอุตสาหกรรมคือ การคิดค้น เครื่องทอผ้าที่ใช้แทนแรงงานคน  และการคิดค้นเครื่องจักรไอน้ำ  ซึ่งนำไปประยุกต์กับสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ  มากมายเช่น เรือกลไฟ  รถไฟ  รถยนต์ และการนำเครื่องจักรไอน้ำไปใช้ทดแทนแรงงานคน ก่อให้เกิดศาสตร์ใหม่คือ อุตสาหกรรมถ่านหิน และเคมี
     และด้วยการค้นพบนี้เองทำให้ระบบการคมนาคมก้าวหน้า  การเดินทางค้าขาย + กำลังทหาร ไปได้ไกลขึ้น ทำให้เกิดการล่าอาณานิคม  เพื่อแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติจากเมืองขึ้น   สำหรับดิฉันถือว่ายุคนี้เป็นยุคแห่งการแสวงหา  และเป็นการเริ่มต้นเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม

    และมาตอกย้ำอีกครั้งหนึ่งว่านี่คือยุคอุตสาหกรรมจริง ๆ ในศตวรรษที่ 19  นักวิทยาศาสตร์ได้คิดค้นอิเลกโทนิก  ซึ่งเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตของมนุษย์  เพราะยุคนี้ มนุษย์ได้รู้จักกับ  โทรเลข โทรศัพท์ หลอดไฟฟ้า วิทยุ โทรทัศน์  จากการที่ต้องไปมาหาสู่กันเปลี่ยนเป็นการโทร หรือการส่งข้อความถึงกัน  และเข้าสู่การเริ่มต้นของ Mass media

    นี่คือยุคของ Mass ไม่ว่าจะเป็นการผลิตที่ละมาก ๆ  เพื่อให้ได้ Economy of scale  หรือการสื่อสารผ่านคนจำนวนมาก จากวิทยุ และโทรทัศน์  เป็นการแลกเปลี่ยนและถ่ายโอนวัฒนธรรมจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง  เป็นยุคแรงงานอุตสาหกรรม ที่จ้างคนทำงานจำนวนมาก ๆ   เป็นยุคของการศึกษาจำนวนมาก ๆ  ยุคนี้เองที่เด็ก ๆ ถูกทิ้งไว้ที่บ้านโดยไม่มีคนดูแล  วิธีการแก้ไขปัญหาคือรัฐจัดตั้งโรงเรียนขึ้นมา และให้เด็กเข้าโรงเรียน และเลื่อนการศึกษาไปทีละขั้น ๆ  เหมือนการผลิตที่ผลิตที่ละ batch 
     ระบบการศึกษานี่เองที่เป็นตัวตีกรอบความคิดของเด็ก ให้เป็นไปตามแนวทางที่รัฐบาลต้องการให้ประชาชนรู้ การศึกษาส่วนใหญ่ในสมัยนั้นจึงเป็นการศึกษาเพื่อใช้เป็นแรงงานในอนาคต
     ยุคนี้ถือเป็นยุคที่ตื่นตาตื่นใจทีเดียว  เป็นยุคเห็นการเปลี่ยนแปลงจากช้าเป็นเร็ว  จากน้อยไปมาก จากความเชื่อดั้งเดิมสู่ความเชื่อใหม่  จากโลกเก่าเข้าสู่โลกใหม่แห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรม


    ยุคอุตฯ  ดำเนินไปจนถึงกลาง กลางศตวรรษที่ 20 -- นักวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าขึ้น และคิดค้นสิ่งต่างๆ  ที่เปลี่ยนชีวิตมนุษย์อีกครั้ง  เรากำลังก้าวเข้าสู่คลื่นลูกที่ 4 คือยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร -- นักวิทย์ ได้คิดค้นInformation technology, พลังงานนิวเคลียร์, คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เนต และ เทคโนโลยีทางอากาศ
     ชีวิตเรากำลังเปลี่ยนแปลงอีกครั้งจากยุคอุตฯ สู่ยุคข้อมูลข่าวสาร และเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์  โลกนี้คือโลกไร้พรมแดน เราสามารถไปหาใครที่ไหน เวลาใด ตอนไหนก็ได้ด้วยอินเตอร์เนต   มนุษย์เลยมี 2 โลกคือ โลกแห่งความจริง และโลกเสมือนจริง   ซึ่งโลกเสมือนจริงเริ่มเหมือนจริงมากขึ้นทุก ๆ ทีด้วย Social network (SN) ในโลกนี้คุณจะเป็นใครก็ได้  เท่ห์ขนาดไหนก็ได้ เพราะเขาจะรู้จักคุณผ่าน SN จากการติดต่อที่อ่อนโยน ลึกซึ้ง และสัมผัสได้จริง  เปลี่ยนเป็นการติดต่อสื่อสารที่ผิวเผิน มีมามีไป อย่างรวดเร็ว เปลี่ยนแปลงง่าย และถูกโน้มน้าวได้ง่ายด้วยสังคม SN
   จาก การสื่อสารที่รวดเร็วแล้ว  เรายังจะได้เห็นการเดินทางที่รวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็น เครื่องบินเล็ก เฮลิคอปเตอร์, รถไฟความเร็วสูง - ที่จะพาคุณไปทุกที่อย่างรวดเร็ว  และยานอวกาศที่จะพาคุณไปเที่ยวนอกโลก 

    เราจะเห็นได้ว่ายุคนี้เปลี่ยนแปลงเร็วกว่ายุคอุตฯ อีก  วิถีของมนุษย์เริ่มมีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น มีรสนิยม และความชอบตามกระแส เปลี่ยนพฤติกรรมเร็ว  การผลิตแบบ Mass จึง Outtrend สู่ยุค Differentiate เพื่อตอบสนอง niech market  - แต่ว่านี่เป็นจุดอ่อนของสังคมไทย  เพราะระบบการศึกษาไม่ได้สอนให้เราคิดเป็น แต่สอนให้เราทำเป็น มีแบบแผนที่ชัดเจน  พอให้คิดสิ่งที่แตกต่าง เราเริ่มตันในสมอง และคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไร  ทำให้ธุรกิจการฝึกอบรม และที่ปรึกษา ถึงได้เติบโตนักในไทยเรา

    อนาคตกำลังเปลี่ยนอีกครั้ง และนั่นย่อมมีผลต่อธุรกิจเราจะเห็นว่าทุกครั้งที่เทคโนโลยีเปลี่ยน ธุรกิจจะมีเกิดและตาย  ยกเว้นธุรกิจที่สามารถเรียนรู้การเปลี่ยนแปลง แล้วปรับตัวให้ทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงนั้น  ลองมาดูตัวอย่างกันนะ  เป็นเหตุการณ์ที่เกิดในช่วงปี  1970 - 1990
  • การตกต่ำของ IBM  พร้อมกับการเกิดใหม่ของ Microsoft
  • การตกต่ำของ Xerox กับการเติบโตของ Canon ในธุรกิจเครื่องถ่ายเอกสาร 
  • การตกต่ำของ Ford กับการเกิดและเติบโตของค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็น Toyota, Honda
  • การตกต่ำของเครื่องใช้ไฟฟ้าของอเมริกา สู่การเติบโตของเครื่องใช้ไฟฟ้าคุณภาพสูง ราคาถูกของบริษัทญี่ปุ่น  ไม่ว่าจะเป็น National, Sony

     และแนวโน้มเทคโนโลยีในอนาคต คาดว่าน่าจะ
  • เน้น R&D เน้นนวตกรรมมากขึ้น เพื่อตอบสนอง niech ในแต่ละกลุ่ม
  • เทคโนโลยีจะเปลี่ยนเร็วกว่าในอดีต - เราจะเป็นว่า จากสังคมเกษตร เป็นสังคม อุตฯ ใช้เวลาเป็นพัน ๆ ปี  แต่ สังคมอุต -- สังคมข้อมูลข่าวสารใช้เวลาแค่ 2-3 ร้อยปี   และจากสังคม IT ไปสู่ ...... จะใช้เวลาเท่าไร????
  • การแข่งขัน จะเน้น Differentiation & Integration --  IPhone / IPad เป็นตัวอย่างที่ดี
  • การผลิตจะเปลี่ยนไป เป็น ผลิตน้อย หลากหลาย เน้นเฉพาะกลุ่มมากขึ้น
  • การแข่งขัน เข้มข้น มากขึ้น  จากการผลิตในโรงงานอุตฯ สู่การผลิตในบ้าน หรือห้องแถว
  • กฎหมายจะมีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะกฏหมายลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร
  • สินทรัพย์จากเดิมที่วัดจากเงินทุน เครื่องจักร  จะเป็นสินทรัพย์ทางปัญญามากขึ้น (Intangible Asset) เช่น Windows, Waltz disney, Telecommunication
  • ธุรกิจต้อง Focus ที่กลยุทธ์มากขึ้น  มากกว่าลุยไปเลย เพราะอาจเจอตอได้  Tools ที่เหมาะกับสถานการณ์นี้ค่ะ Knowledge management หรือ Learning Organization เพื่อก้าวเข้าสู่ Creative Economy
  
   

วันพุธที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Tool 3 : Situation Analysis - ปัจจัยแวดล้อม : Five force analysis

    จบไปแล้วสำหรับการวิเคราะห์ ตัวตนภายใน กับ ตัวตนภายนอก ซึ่งจะทำให้ท่านได้ จุดแข็ง กับ จุดอ่อน ออกมา  หลังจากมองที่ตัวเราเองเป็นหลักแล้วต่อไปก็ต้องมองที่ปัจจัยแวดล้อม  Tool ยอดนิยมที่ใช้กันคือ  Five force mode ของ ไมเคิล อี พ็อตเตอร์  ปรมาจารย์ด้านการบริหารจัดการแห่ง มหาวิทยาลัยฮาร์ดวาร์ด (ไม่ใช่ แฮรรี่ พ็อตเตอร์ แห่ง ฮ็อกวอร์ต หรอกนะ)  ได้สร้าง model ที่โด่งตังที่ชื่อว่า five force model



Figure 1Porter's five forces model
 

     เป็นการดูปัจจัยแวดล้อม โดยเอาตัวเราเป็นที่ตั้งในมุมมองของธุรกิจ จะมี 5ส่วนด้วยกันคือ

1. Industry Competitors หรือ คู่แข่ง

2. Potential Entrants หรือ Threat of new entrants หรือ อุปสรรคในการเข้ามาในธุรกิจ

3. Supplier  หรือ ผู้ขาย

4. Buyer หรือ Customer หรือ ลูกค้า

5. Substitues หรือ สินค้าทดแทน

6. ผู้เขียนขอเพิ่มอีกตัวละกัน คือ พันธมิตร หรือ แนวร่วม (ด้วยช่วยกัน)

      เรามาทำความรู้จักกันทีละตัวละกัน

    1. พันธมิตร หรือแนวร่วม -- เป็นเพื่อนที่ร่วมทางกันในการทำให้ธุรกิจโตขึ้น กว้างขึ้น ขยายมากขึ้น เหมือนกับการมีเครือญาติ - แต่ในวงการธุรกิจนั้นไม่แน่นอน 3 วันอาจเป็นอื่นได้ การเป็นพันธมิตร หมายถึงการมีเป้าหมาย  เช่น ขยายกลุ่มลูกค้าให้กว้างขึ้น  หรือขยายพื้นที่ในการขายให้กว้างขึ้น หรือ การ share เทคโนโลยี ร่วมกัน เพื่อลดต้นทุนในการดำเนินงาน

    การมีพันธมิตรทำให้ตัวเราใหญ่ขึ้น  การสร้างพันธมิตร จะต้องเริ่มจากตัวของเราก่อน เราต้องมีดีพอ มีผลประโยชน์พอ จึงจะดึงดูดคนให้เขามาหาเราได้  แต่การสร้างที่ว่ายากแล้ว การรักษาความสัมพันธ์กับพันธมิตรยิ่งยากกว่า ต้องอาศัยผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่เอาเปรียบซึ่งกันและกัน ต้องมีความจริงใจ ซื่อสัตย์ (ยังเป็นคำสำคัญที่องค์กรต้องมี ถ้าต้องการรักษาความสัมพันธ์ระยะยาว)   คุณทำดีกับเพื่อนรักอย่างไร คุณก็ต้องทำดีกับพันธมิตรของเราเช่นนั้น

   2. คู่แข่ง - เป็นองค์กรที่ทำธุรกิจเดียวกัน - อุปมาเหมือนห้อง ๆ หนึ่ง ที่มีคนอยู่ในห้อง ถ้าห้องมีคนอยู่เยอะ เราก็จะไม่สบายตัว หายใจเข้าก็แสนจะลำบาก  ยกเว้นคนที่สูงหน่อย ก็จะหายใจสบาย แต่ถ้าห้องคนน้อย เรานี้ก็แสนสบายกายและสบายใจ  ตัวอย่างบริษัทที่หายใจคล่องคู่แข่งน้อย เช่น บริษัทให้บริการสัญญาณโทรศัพท์มือถือ- ก็จะมี AIS, True, Dtac, Hutch, ToT เป็นต้น  จะเห็นว่า 4 บริษัทแรก เป็นผู้ให้บริการมือถือ แต่ TOT เป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์ (ซึ่งเป็นสินค้าทดแทน)  ทั้ง 5 บริษัทนี้ต่างให้บริการอย่างเดียวกัน  ลูกค้าเป้าหมายเดียวกัน และผลกำไรมาจากที่เดียวกัน - ดังนั้น  แต่ละบริษัทต่างก็ต้องแข่งขัน เพื่อดึงลูกค้าให้มาใช้บริการของตัวเองมากที่สุด เพื่อสร้างกำไรสูงที่สุด
     
      การมีคู่แข่ง น้อยราย อาจทำให้เกิดการรวมตัวของผู้ให้บริการ หรือ ฮั้ว ราคา กันเอง  หรือที่เขาเรียกว่า ผูกขาด ในอเมริกาถือว่าเป็นการค้าที่ไม่เป็นธรรม เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค ส่วนใหญ่ธุรกิจที่คู่แข่งน้อยรายจะเป็นธุรกิจประเภทสัมประทาน ธุรกิจที่ต้องอาศัยนวตกรรมใหม่ๆ เช่น solfware, ยา และเทคโนโลยีต่างๆ  - สำหรับธุรกิจที่มีคู่แข่งน้อยรายจะเป็นการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน เพราะ ลูกค้าไม่มีทางเลือก จำต้องซื้อบริการจากผู้ให้บริการเท่าที่มีเท่านั้น   ในกรณีนี้การแข่งขันในอุตสาหกรรมเดียวกัน จะไม่แข่งขันเรื่องราคา (เพราะฮั้วกันไว้แล้ว)  แต่จะแข่งขัน หรือดึงดูดลูกค้าในด้านอื่น เช่น จุดการบริการ ความน่าเชื่อถือของการบริการ  การให้สิทธิพิเศษต่างๆ   เป็นต้น  แต่อาจมีการแข่งขันด้านราคากันบ้าง (นิดหน่อย) เพื่อดึงลูกค้าใหม่  เช่นการให้โปรโมชั่นสุดคุ้ม ซื้อ 1 แถม 1  (ไม่ลดราคาแต่ให้เพิ่ม) ซึ้อเท่าเดิมเพิ่มระยะเวลาให้บริการยาวขึ้น (อันนี้ก็ไม่ลดราคาเหมือนกัน)
       กล่าวโดยสรุป การมีคู่แข่งน้อยราย ถือเป็นสวรรค์ของผู้ประกอบการ แต่เป็นกรรมของลูกค้า  การที่จะอยู่ในกลุ่มนี้ได้ต้องมีบารมีทางการเมืองสูง มีทุนสูง หรือไม่ก็ต้องมีนวตกรรม มีความคิดสร้างสรรค์ที่สามารถคิดค้นผลิตภัณฑ์ หรือบริการใหม่ ๆ แบบไม่มีใครสามารถทำได้ หรือต้องใช้เงินลงทุนสูง ซึ่งตรงนี้จะไปผูกกับเรื่อง อุปสรรคในการเข้าสู่ธุรกิจ ( Threat of new entrants )  ตัวอย่างธุรกิจนี้ เช่น เครือข่ายให้บริการสัญญาณมือถือ, ธุรกิจยา, ธนาคาร, ขุดเจาะปั้มน้ำมัน, อุตสาหกรรมปูน, สาธารณูปโภคต่างๆ  เป็นต้น

    แต่การมีคู่แข่งมากราย ก็ดูเหมือนเป็นกรรมของผู้ประกอบการ แต่เป็นสวรรค์ของลูกค้า เพราะขายสินค้าเหมือน ๆ กัน กลุ่มเป้าหมายกลุ่มเดียวกัน แข่งขันเหมือน ๆ กัน สุดท้ายก็ไปตัดที่ราคา เพราะพอใครคิดอะไรใหม่ ๆ ไม่กี่วันก็มีสินค้าเหมือน ๆ กันมาขาย แต่ราคาถูกกว่า  เจ้าคำว่า เหมือน ๆ กัน นี่แหล่ะ เป็นตัวสำคัญที่ลูกค้าใช้ในการกดดันผู้ประกอบการว่า ฉันจะเลือกซื้อเธอที่ราคาเป็นสำคัญ เพราะฉันมองไม่เห็นความแตกต่างตรงนั้น   ส่วนผู้ประกอบการก็ตกลงไปในกับดักว่า ลูกค้าเลือกซื้อสินค้าที่ราคาเป็นสำคัญ  จึงคิดอย่างเดียวว่าจะทำสินค้าอย่างไรให้หน้าตาเหมือน ๆ กัน แต่ราคาถูกกว่า สุดท้ายก็กลายเป็นเรื่องของสงครามราคา มีแต่ Win ที่ลูกค้า Loss ที่ผู้ประกอบกิจการ
    คำถามก็คือจริงหรือ... ที่มีคู่แข่งมากรายแล้วต้องอยู่ในวังวนของสงครามราคา ในความเห็นส่วนตัว มี 2 ทางเลือกให้ท่านเดิน

   1. เลือกเดินในทางที่คนส่วนใหญ่เขาทำกัน คือ ตัดราคาแข่งกับเขา ใครราคาต่ำสุดผู้นั้นจะเป็นผู้ชนะ  แต่นั่นหมายถึงว่า ธุรกิจของท่านต้องมีประสิทธิภาพสูงมาก สามารถลดต้นทุนได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย แม้แต่สลึงก็ยังต้องใช้ให้คุ้มค่า   ท่านอาจจะต้องกดดันราคากับ Supplier อย่างหนัก เพื่อแลกกับความมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อต้นทุนที่ต่ำสุด เพื่อดึงดูดให้ลูกค้ามาซื้อสินค้า
     ถ้าท่านเลือกเดินทางนี้ คงต้องบอกว่า หนทางข้างหน้ามันช่างเหนื่อยนัก เพราะความกดดันที่รุนแรง ย่อมส่งผลกับสภาพแวดล้อมของการทำงาน และองค์กรที่เกี่ยวข้อง  แต่รางวัลก็คือชัยชนะเหนือคู่แข่ง
   2. เลือกเดินในทางที่แตกต่าง -- การมีผู้ขายมากราย ไม่ได้หมายความว่าแตกต่างไม่ได้ แต่ท่านต้องลึกซึ้งในสิ่งที่ทำ เช่น ร้านขายข้าวแกง  เราจะพบว่ามีร้านขายข้าวแกงมากมายบนถนนสีลม  แต่หัวใจของร้าน คือความอร่อยของอาหาร แม้จะเป็นสินค้าที่เหมือนกัน แต่ก็ไม่เหมือนกัน มันมีความอร่อยเป็นสิ่งแตกต่าง ลูกค้าเลือกทานเพราะความอร่อย ในราคามิตรภาพ  เรื่องราคาไม่ใช่ประเด็นที่อ่อนไหว ถ้าราคาไม่แตกต่างกันมากนัก แพงอีกนิดก็รับได้เพื่อแลกกับคุณภาพในการรับประทาน
    ดังนั้นถ้าท่านเลือกทางนี้ ทางต้อง รัก ต้อง ลึกซึ้ง ในสิ่งที่ทำ  เพราะความใส่ใจ มันทำให้สินค้ามีชีวิตขึ้นมา และนั่นจะเป็นเสน่ห์ในการดึงให้ลูกค้าเข้ามาหา

    แล้วท่านล่ะ จะเลือกทางไหน ????

    แต่บางครั้งการมีคู่แข่งมาก ๆ ก็อาจจะเป็นการเรียกลูกค้าได้ เช่น ตลาดอตก. ศูนย์รวมผู้ขายอาหาร ขนม  ของฝาก,  พันธุ์ทิพย์ - ตลาดขาย software, IT,  ตลาดพระท่าพระจันทร์ , ตลาดเครื่องหนังวงเวียนใหญ่ -- เห็นไหมค่ะ  การมีคู่แข่งมาก ๆ อาจจะเป็นการเรียกลูกค้าให้เข้ามาก็ได้นะ


3. Potential Entrants หรือ Threat of new entrants หรือ อุปสรรคในการเข้ามาในธุรกิจ  - ตัวนี้จะเป็นตัวกำหนดปริมาณของคู่แข่งในตลาดเดียวกัน ส่วนใหญ่อุปสรรคมักจะเป็นกฎหมาย เงินทุน เทคโนโลยี เป็นต้น  ถ้ามีอุปสรรคมากผู้ประกอบการหน้าใหม่ก็จะเข้ามายาก   เช่น ธุรกิจการไฟฟ้า  -- เจอทั้งสัมปทาน การลงทุนซื้อ ต้องมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางโดยเฉพาะ ดังนั้นใคร ๆ ก็เข้ามาแข่งไม่ได้

    ตัวอย่างของอุปสรรค์ของผู้ประกอบการหน้าใหม่  ถ้าใครไม่มีก็อย่าแหยมเข้ามานะ
  • สัมปทาน กึ่งผูกขาด -- ต้องประมูล + มีสัมพันธภาพที่ดีกับภาครัฐ  ส่วนใหญ่ต้องอาศัยการ lobby การเข้าหาผู้หลักผู้ใหญ่ เช่น เครือข่ายสัญญาณมือถือ  เหล้า บุหรี่  เป็นต้น
  • ลงทุนสูง - เช่น ธุรกิจโรงปูนซิเมนต์ ธุรกิจน้ำมัน อสังหาริมทรัพย์ -- เงินไม่ถึงไม่ต้องแหยม
  • เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน - เช่น ธนาคาร  ธุรกิจ IT  -- ไม่เก่งจริงก็อย่าแหยมเข้ามา
  • ทำเล หรือ ชัยภูมิในการทำธุรกิจ -- เช่น 7-11 - ยึดชัยภูมิแทบจะทุกที่ในประเทศไทย
  • นวตกรรม เช่น ไวอาก้า windows software - มีกฎหมายลิขสิทธิ์คุ้มครอง ทำให้ใครก็ทำเลียนแบบไม่ได้
  • กำลังการผลิต -- เช่น โค้ก เป็ปซี่ - กำลังการผลิตที่สูงทำให้ต้นทุนต่ำ  ใครจะกล้ามาแหยมแบบด้มพ์ราคาแข่งล่ะ??
  • เครือข่าย - ธุรกิจขายตรง เป็นตัวอย่างที่ดี  ยิ่งเครือข่ายมากเท่าไร ก็ยิ่งได้เปรียบมากเท่านั้น
  • Brand - ตราสินค้า เช่นโค้ก เป็ปซี่ เบนซ์ โตโยต้า
  • Know how  -  เช่นโตโยต้า - ระบบการผลิตของโตโยต้า เป็นอะไรที่ใครก็แข่งสู้ไม่ได้ เพราะมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ไม่มีคู่แข่งหน้าไหนก็ตามไม่ทัน  แต่ถ้าหยุดเมื่อไร ก็จะพบว่ามีคนวิ่งมารดต้นคออยู่ด้านหลัง  อาจจะเหนื่อยสักหน่อย แต่ก็เป็นธรรมดาของ No.1  หรือ นาฬิกา Rolex  - นาฬิกาที่ยากจะมีใครเลียนแบบได้
  • Know who -- อันนี้สำหรับประเทศไทยมั้ง 555....
      เห็นไหมค่ะ  แต่ละหัวข้อก็ทำให้คนธรรมดาเดินดินอย่างเรา ยากที่จะเข้าไปแข่งขันได้ ถึงจะอยากเข้าไปแค่ไหนก็ตาม  เช่น ธุรกิจธนาคาร - ต้องอาศัยทั้งนโยบายภาครัฐ เพื่อเปิดเสรี, ต้องอาศัยเงินทุน และความเชี่ยวชาญ ถึงเข้าไปในธุรกิจนี้ได้ หากไม่เจ๋งจริง อาจจะเจ๊งง่ายๆ ก็ได้

       อุปสรรคเหล่านี้เป็นอุปสรรคของผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่จะเข้าไปในธุรกิจ แต่เป็นพรอันประเสริฐ หรือ กันชน สำหรับผู้ประกอบการหน้าเก่า นั่นทำให้คนที่อยู่ในธุรกิจนี้มาก่อนจึงได้เปรียบมากกว่าพวกหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้ามา แต่ก็ไม่แน่เหมือนกัน ถ้าหน้าใหม่ที่เข้ามา มาอย่างพร้อมรบ ประกอบกับหน้าเก่าประมาทเกินไป เพราะอยู่ในยุทธภูมิที่ปลอดภัยมานานเกินไป ก็อาจจะเอาชนะหน้าเก่าได้  อย่างเช่น การปะทะกันของช้างตัวใหญ่ กับ สิงห์ที่มีเขี้ยวเล็บ ในวงการเบียร์
     แต่ ถ้าผู้ประกอบการหน้าเก่า สามารถบล็อกและรุกผู้มาใหม่ได้ ผู้มาใหม่ก็อาจจะพับเสื่อกลับไปง่าย ๆ เหมือนกัน ถ้าจำบะหมี่ยี่ห้อ You me ได้  เป็นบะหมี่หน้าใหม่ที่เข้ามาแข่งขันกับ บะหมี่ม่าม้า ไวไว ยำยำ  แต่อย่างไง้ อย่างไง ก็สู้เขาไม่ได้ แม้กระทั่งให้พี่เบิร์ด มาทาน ก็ยังไม่สามารถดึงลูกค้าได้เลย

    อุปสรรคเหล่านี้เป็นไปตามธรรมชาติของธุรกิจ   ดังนั้นการเลือกธุรกิจก็เหมือนกับการเลือกยุทธภูมิในการทำธุรกิจ  อย่างที่ซุนวูเคยกล่าวว่า
     
       ต้องหาทางไม่ให้ข้าศึกได้รับชัยชนะ    
       ต้องใส่ใจในข้าศึกเพื่อหาหนทางเอาชนะข้าศึก
       มีแต่เราเท่านั้นที่จะสามารถป้องกันไม่ให้ข้าศึกได้รับชัยชนะ
       และมีแต่ข้าศึกเท่านั้นที่จะยอมให้เราชนะได้
   
       เราสามารถมองเห็นโอกาสสำหรับชัยชนะได้  แต่สร้างมันขึ้นมาเองไม่ได้

     เพราะฉะนั้นนอกจากผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่เข้ามาก็จะเจออุปสรรคตามธรรมชาติของธุรกิจแล้ว ยังเจออุปสรรคที่ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ  แต่ถูกกำหนดโดยผู้ประกอบการที่มีอยู่ ว่าจะสร้างอุปสรรคอะไรอย่างอื่นให้ท่านอีกหรือเปล่า เพราะหน้าที่ของท่านคือรุก แต่คนที่อยู่มาก่อน ต้องรตั้งรับ และป้องกันไม่ให้ท่านเข้ามาได้ รวมถึงรุกเพื่อให้ท่านอ่อนล้า และเพลี่ยงพล้ำ ยิ่งถอดใจที่จะเข้ามาในธุรกิจนี้ยิ่งดี แต่จะให้ดีที่สุดคือบาดเจ็บกลับไปจะเป็นที่พึงพอใจของผู้ประกอบการหน้าเก่าเป็นอย่างมาก  แต่เมื่อใดที่ท่านฝ่าเข้ามาและมาอยู่ในธุรกิจนี้และตั้งหลักได้ รางวัลก็คือกำไรที่ท่านจะได้ แชร์จากอุตสาหกรรมนั้น
   
     ยิ่งอุปสรรค ยิ่งใหญ่มากทำไหร  กำไรก็ยิ่งงดงามมากขึ้นตามลำดับ  เพราะอุปสรรคยิ่งน้อย ผู้ประกอบการก็ยิ่งเข้ามามาก  ก็ยิ่ง share กันมากขึ้น แข่งกันมากขึ้น (ดูข้อ 1)

4. Supplier  หรือ ผู้ขาย หรือ คู่ค้า

      Supplier เป็นผู้ส่งมอบวัตถุดิบ หรือการบริการ (Input)  เข้าสู่กระบวนการผลิต หรือ กระบวนการบริการ  ถือเป็น 1 ในปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจนั้นประสบความสำเร็จ  ถ้ามีผู้ขายมากราย  ลูกค้าก็มีโอกาสเลือก และมีอำนาจในการต่อรองได้อย่างหนำใจ  แต่ถ้ามีผู้ขายน้อยราย ก็น่าเศร้าใจหน่อยที่อำนาจต่อรองกลับกลายของเป็น Supplier
     
      การบริหารจัดการขององค์กรที่กระทำต่อ Supplier  มีหลัก ๆ ประมาณ 3 วิธี

      1. คิดว่า supplier เป็น partner - จะเป็นนโยบายแบบญี่ปุ่น ซึ่งการบริหารจัดการแบบญี่ปุ่นนั้น เน้น  การควบคุมกระบวนการเพื่อลดความแปรปรวนของกระบวนการ  ดังนั้น การสรรหา คัดเลือก และควบคุม supplier ของญี่ปุ่น จะเป็นไปอย่างเข้มงวด มีการเข้าไปช่วย หรือใช้มาตรฐานในการควบคุม เพื่อให้ supplier ปฏิบัติตามมาตรฐานนั้นอย่างเคร่งครัด เพื่อลดความแปรปรวนของกระบวนการ   ความสัมพันธ์กับ Sup. เลยเป็นความสัมพันธ์ระยะยาว ถึงยาวมาก  เพราะเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บริษัทฯ  องค์กรก็จะให้เกียรติ Sup. เสมือนเป็นหนึ่งในองค์กรของตัวเอง

    2.  คิดว่า Supplier เป็นทาสในเรือนเบี้ย -- พวกนี้นิยมกดราคาสินค้าสุดฤทธิ์ แถมยังขอเครดิตยาวๆ  มีการตรวจรับสินค้าอย่างเข้มงวด มีการให้ rating supplier มีการกำหนดคุณสมบัติของ Sup. ว่าต้องมีลักษณะอย่างไร เช่น ผ่านมาตรฐาน ....  แค่นั้นยังไม่พอ ทุก ๆ ปี จะมีการกดราคาสินค้าลงไปเรื่อย ๆ   ส่วนใหญ่ Sup. จะยอมถึงจุดหนึ่งที่ส่วนต่างกำไรเริ่มน้อยถึงน้อยมาก ๆ   หรือเมื่อ sup. มีทางเลือกใหม่ ก็จะไปทันที   ลูกค้าในกลุ่มนี้จะเป็นตัวบีบคั้นให้ sup. สร้างแบรด์เอง ขายเอง
       ความสัมพันธ์จะเป็นความสัมพันธ์ชั่วคราวไม่ยั่งยืน  อยู่บนพื้นฐานของการต่อรองราคา และผลกำไร ลูกค้ามีทางเลือกมากมายที่จะเลือกเจ้าไหนก็ได้ ทำให้ sup. ต้องหงอ เพราะกลัวว่าวันหนึ่งจะเด้งออกจาก list ของ ลูกค้า

    3. คิดว่า Supplier เป็นคนสำคัญ   -- ท่านอาจสงสัยว่ายังมีอีกหรือที่เห็น sup เป็น คนสำคัญน่ะ???  ผู้เขียนขอฟันธงว่า มีแน่นอน...  ในอุตสาหกรรมที่มีผู้ประกอบการน้อยราย สินค้าในตลาดน้อยกว่าความต้องการของลูกค้า เมื่อนั้น Sup. เป็นพระเจ้าทันที ไม่เชื่อลองไปถาม หนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ , ช่อง 3, การไฟฟ้าแห่งประเทศไทย, ปตท. เป็นต้น  ต่อให้เราไม่ชอบเขาแค่ไหน แพงแค่ไหนก็ต่อราคาไม่ได้  แต่เราก็ต้องง้อเขาอยู่ดี เพราะเขามีดีให้เราง้อ
    Sup. ประเภทนี้มีนิสัยเล่นตัว เจ้ายศเจ้าอย่าง แถมยังหยิ่งนิด ๆ  ชอบให้คนง้อพอสมควร ใครจะพูดอะไรข้าก็ไม่สน  พูดมากนัก ก็เลิกกันไปเลย ไม่ง้อหรอกนะ จะบอกให้.... นอกจากนี้ Sup. ประเภทนี้ยังเงินหนา เพราะกึ่งผูกขาด  จึงชอบทำการกุศล รักษาภาพลักษณ์ ยิ่งเป็นโครงการ CSR ละก็ยิ่งชอบใหญ่   Sup. รายใดที่อยู่ในสภาวะนี้นาน ๆ  เข้า อาจจะ  หลงลืมตัว วันใดที่คู่แข่งเข้ามาจะปรับตัวไม่ทันสุดท้ายจะเสียม้าให้คู่แข่งได้ง่ายๆ  (สิงห์ ชน ช้าง)


5. Buyer หรือ Customer หรือ ลูกค้า
     เคยมีคำเปรียบเปรยว่า ลูกค้า คือ พระเจ้า ซึ่งจริง ๆ แล้วก็เป็นเช่นนั้น พระเจ้าจะประทานสิ่งต่างๆ  ให้มวลมนุษย์ทั้งดีและร้าย  ลูกค้าก็เช่นกัน ลูกค้าประทานเงินให้องค์กร เพื่อนำไปใช้เพื่อความอยู่รอด และขยายกิจการ   ยิ่งมีลูกค้ามาก  เงินก็ยิ่งมาก องค์กรก็ยิ่งเติบโต ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ทุก ๆ องค์กรจะให้ความสำคัญกับลูกค้า เพราะลูกค้านั้นสำคัญมากจริงๆ 
     และในสภาวะปัจจุบัน  Supply > Demand  ทำให้ความสำคัญของลูกค้ายิ่งมากขึ้น ๆ  ไปเรื่อย  ดังนั้นการวิเคราะห์องค์กร  ก็จะวิเคราะห์ว่า อุตฯ นี้มีความสามารถในการต่อรองกับลูกค้ามากแค่ไหน  เช่นกัน
     ถ้า Supply > Demand -- ลูกค้ามีอำนาจต่อรองมากกว่า  ความอยู่รอดขององค์กรขึ้นอยู่กับ จำนวน ยอดขาย และผลกำไร จากลูกค้า
   แต่ถ้า Demand > Supply  -- องค์กรมีอำนาจต่อรองมากกว่า  ในแง่การแข่งขันถือว่า องค์กรมีอำนาจในการแข่งขันมากขึ้น


6. Substitues หรือ สินค้าทดแทน - ตัวนี้มีบทบาทมากทีเดียว ว่าเราจะอยู่หรือจะไป  เช่น
โทรศัพท์ เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว เบอร์โทรศัพท์ที่ใช้ในบ้านนั้นขอแสนยาก.....  แต่ปัจจุบัน มีมือถือ เข้ามาแทนที่  บางบ้าน เปลี่ยนจากใช้โทรศัพท์พื้นฐานของ TOT มาเป็นมือถือแทน  หรือ
  • โทรเลข ------>  E-mail หรือจดหมายด่วน EMS
  • พิมพ์ดีด ------>  คอมพิวเตอร์
  • ระบบสารบรรณ ------>  ไฟล์คอมพิวเตอร์ หรือ ไมโครชิป
  • เตาแก๊ส ------> เตาอบ หรือ ไมโครเวฟ
  • เซาวด์อเบาส์ ------> MP3, MP4
  • เทปเพลงแบบม้วน ------> DVD, CD, MP3
  • หนังสือ ------> DVD, Ebook
  • เคาเตอร์ธนาคาร ------> Ibanking, ATM
  • ทีวีขาวดำ ------> ทีวีจอแบน
  • พิมพ์ดีดเพื่อสำเนาเอกสาร ------> เครื่องถ่ายเอกสาร
      และอื่นๆ  อีกมายมาย ยิ่งเทคโนโลยีเปลี่ยน สินค้าทดแทนจะถูกออกแบบและพัฒนาให้ดีขึ้นๆ  เรื่อย ๆ สินค้าทดแทนบางอย่างมีอิทธิพลจนอาจทำให้บางองค์กรเจ๊งเอาง่ายๆ อย่างเช่น ตอนที่บิล เกตต์ นำเสนอโปรแกรม windows ให้กับ IBM แล้ว IBM ปฏิเสธ  บิล เกตต์  เลยขายโปรแกรม windows ให้กับเครื่อง PC แบบไม่ต้องง้อ IBM แล้วเป็นไงล่ะ  จากบริษัท IT อันดับ 1 ของโลก ถูกเตะกระเด็นโดยเฮียบิล เกตต์  แล้วขึ้นแท่น  Microsoft เป็นอันดับ 1 แทน  ดังนั้นหน่วยงาน R&D  (Research & Development) วิจัยและพัฒนาจึงมีความสำคัญหลายๆ  เพราะเป็นผู้ออกแบบพัฒนาสินค้าใหม่ๆ  เพื่อมาแทนที่สินค้าเก่า ๆ  และที่สำคัญ ลูกค้าเป็นตัวแปรสำคัญในการพิจารณาเลือกสินค้าทดแทน  ลูกค้าจะเป็นคนบอกว่าสินค้าตัวนี้ OK หรือ ไม่ OK  โดน หรือ ไม่โดน และเป็นผู้สร้าง Trend ใหม่ หรือซื้อสินค้าใหม่ เพื่อทดแทนสินค้าเดิม ๆ
     ดังนั้นจงระวัง เวลา และ เทคโนโลยีที่ไม่เคยรอใคร องค์กรของท่านอาจตกยุคเอาง่ายๆ  โดยไม่รู้ตัวนะค่ะ

    ที่กล่าวมาทั้งหมด 6 ตัวด้านบน คือการวิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขันขององค์กร  และขอจบบทนี้ไว้แค่นี้  ตอนต่อไปเป็นเรื่องสภาพแวดล้อมภายนอก

  

วันเสาร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Tool 2 : Situation Analysis - SWOT Analysis - ปัจจุบัน

      จากความฝันเราจะทำให้เป็นจริงได้อย่างไร ก็ต้องเริ่มจากการประเมินสถานการณ์ก่อน เครื่องมือที่นิยมใช้คือ SWOT Analysis  หรืออย่างที่ตำราพิชัยสงคราม ซุนวู ได้กล่าวว่า

                       รู้เรา รู้เขา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครา  
                       รู้เรา แต่ไม่รู้เขา  เจ้าจะชนะหนึ่งครั้ง แพ้หนึ่งครั้งสลับกันไป
                       ไม่รู้เรา ไม่รู้เขา  รบร้อยครั้ง แพ้ร้อยครั้ง

    
      อย่าแปลกใจถ้าจะบอกว่า SWOT Analysis ถูกเขียนขึ้นมานานกว่า 2000 ปีแล้ว โดยมีชื่ออันเก๋ไก๋ว่า ตำราพิชัยสงครามซุนวู ซึ่งรวบรวมแนวคิดเพื่อทำสงครามให้ชนะ  บทแรกกล่าวถึง การประเมินสถานการณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด  ตำราพิชัยสงครามนี้ได้รับความสนใจมาจนถึงปัจจุบัน และ ศจ.ไมเคิล อี พ็อตเตอร์ เป็นหนึ่งในผู้ที่มีความสนใจในตำราพิชัยสงครามจีนเป็นอย่างมาก จากการค้นคว้าอย่างเอาจริงเอาจัง จึงได้ประยุกต์ตำราพิชัยสงครามต่าง ๆ มาสู่ภาคธุรกิจ ว่าทำอย่างไรจึงจะ ชนะสงครามทางธุรกิจ เกิดเป็นหนังสือชื่อ Competitive Advantage ว่าด้วยการรู้เข้า รู้เราและการประเมินความสามารถในการแข่งขัน เกือบทั้งเล่ม นั่นเป็นที่มาของเครื่องมือที่เรียกกันว่า SWOT Analysis  




    สังเกตุไหมค่ะ  ว่าเขาใช้คำว่า SW ก่อน OT นั่นหมายถึงให้รู้จักตัวตนของเราก่อน แล้วค่อยรู้เขาก็ยังไม่สาย  ต้องยอมรับวาการรู้จักตัวเองนั้นเป็นเรื่องยาก  เพราะการวิจารณ์คนอื่นนั้นง่ายกว่าการวิจารณ์ตนเองแบบตนไปตนมา เพราะใจมันชอบเอียงไปเอียงมาบอกว่าเราดีกว่าคนอื่นเสมอ

      เวลาเราจะวิเคราะห์ตนเองเราต้องทำทำอย่างไร จึงจะรู้เรารู้เขา  ต้องเริ่มจาก

1. ดูตัวตนภายในก่อนว่าอุปนิสัย พฤติกรรม วิธีการคิดของเราเป็นอย่างไร เรามองโลกภายนอกอย่างไร แล้วโลกภายนอกมองเราอย่างไร  

2. ตัวตนภายนอก ว่า รูปร่างหน้าตาภายนอก ความถนัด บุคลิกภาพเป็นอย่างไร  ฐานะ ?? การศึกษา??

3. วิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อม ต่อว่า สภาพครอบครัวเราเป็นอย่างไร ฐานะดีหรือเปล่า เพื่อนฝูงให้การสนับสนุนหรือไม่  ฯลฯ

4. สภาพแวดล้อมทางสังคม ว่า ให้โอกาส หรือเป็นอุปสรรคต่อตัวเราอย่างไร

    ขอยกตัวอย่างของ คุณ Paul Potts นะ  ตัวตนข้างในเขาเป็นคนขี้อาย ไม่มั่นใจ แต่มีความมุ่งมั่น  รักเสียงเพลง พยายามเรียนรู้การร้องเพลง และใฝ่หาโอกาส
    ตัวตนภายนอก - ไม่ค่อยหล่อนัก บุคลิกก็ไม่ดีมากนัก ดูไม่มั่นใจ และขี้อาย  เก็บตัว
    ปัจจัยแวดล้อม - เพื่อนน้อย ดูเหมือนขาดคนสนับสนุน
    สภาพแวดล้อม -- รายการทีวีของอังกฤษ ประเภพ Gots talent ที่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปมาแสดงความสามารถโดยมีกรรมการ 3 คน โหด 1 ใจดี 1 และ โหดธรรมดา 1 คอยให้คะแนนรวมกับผู้ชมส่วนหนึ่ง Paul เห็นโอกาสตรงนั้นและได้คว้ามันไว้เพื่อก้าวไปสู่ความฝัน





    เห็นไหมค่ะ....   พอดูแล้วรู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาโขเลย  ทุกคนสามารถเปล่งประกายได้อย่างงดงามถ้าตัวตนภายในของเรามีความมุ่งมั่น มีเป้าหมายชัดเจน  มั่นวิเคราะห์ตัวเอง และสภาพแวดล้อมภายนอก (SWOT) อย่างต่อเนื่อง และกล้าพอที่จะคว้าโอกาส ทำฝันนั้นให้เป็นจริง

อีกตัวอย่างละกัน

    ชาวจีนโพ้นทะเลที่เดินทางมาเมืองไทย พร้อมเสื่อผืนหมอนใบ  ในจำนวนคนเหล่านั้นกลายเป็นตระกูลมหาเศรษฐีในไทย มาลองวิเคราะห์ดูกัน 
  • ตัวตนภายในของพวกเขา คือความมุ่งมั่น มานะอดทน และมีความหวัง 
  • ตัวตนภายนอก คือสภาพร่างกายที่แข็งแรง พร้อมขายแรงงานได้ตลอดเวลา พูดภาษาไทยไม่ได้แต่ก็พยายามหัดให้พูดให้ได้  การศึกษาน้อย  อ่านเขียนไม่ได้
  • ปัจจัยแวดล้อม -- ส่วนใหญ่จะหาภรรยาเป็นคนไทย เพื่อช่วยเหลือด้านค้าขาย พยายามมีลูกเยอะๆ เพื่อเป็นแรงงานในบ้าน  จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน เช่น แซ่เบ๊  แซ่จาง แซ่หลี  เพื่อช่วยเหลือชาวจีนซึ่งกันและกัน
  • สภาพแวดล้อมทางสังคม - เมื่อ 100 ปีที่ผ่านมา สังคมไทย กำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงจากสังคมเกษตร มาเป็นสังคมอุตสาหกรรม สินค้าอุปโภค บริโภค ใหม่ กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับ ประเทศเกิดใหม่  และ เป็น โอกาส สำหรับพวกเขาเหล่านั้น  -- อันนี้ขึ้นกับ กึ๋น ของแต่ละคนนะ ว่าจะมองอย่างไร???
     เพราะความมุ่งมั่นของคนรุ่นปู่ย่าตายาย เราจึงได้เห็น เจ้าสัวชิน โสภณพานิช, เจ้าสัวเทียม โชควัฒนา, เจ้าสัวธนินต์ เจียวนนท์ และเจ้าสัวอื่น ๆ อีกมากมาย



    การวิเคราะห์องค์กรก็เช่นเดียวกันกับการวิเคราะห์ตนเอง เราต้องเริ่มจาก

  1. ตัวตนภายใน -- นั่นคือ ความคิด ความเชื่อ ความอดทน ความมุ่งมั่น ความกล้า ความกลัว เป็นตัวตน เป็นวิญญาณขององค์กรที่เรียกว่า Core Value หรือ Core Beleive  ยิ่งองค์กรใดมีความเชื่อ หรือ คุณค่าที่อยู่ข้างในมากเท่าไร องค์กรนั้นยิ่งมีตัวตนมากยิ่งขึ้นเท่านั้น
    ตัวตนภายใน หรือจะเรียกอีกอย่างว่านิสัยขององค์กรก็ไม่ผิดนัก  นิสัยของคนเราเกิดจากความคิด  พอคิดบ่อยๆ ก็ลงมือทำ
 สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้  ต้องมาจากผู้นำองค์กร ที่ใช้เวลาในการหล่อหลอมผู้คนในองค์กรให้เกิดความคิด ความเชื่อในสิ่งเดียวกัน  สำหรับผู้เขียนคิดว่า สิ่งนี้สำคัญมากกว่าสิ่งใด  เพราะมันคือสิ่งที่บอกตัวตนของเรา เป็น DNA ที่บอกว่านี่แหละ ฉันเอง  

    ยังจำ  Apple ของ สตีฟ จ็อป ได้ไหม  เมื่อตอนที่ Apple รุ่งเรืองสุดขีด สตีฟ จ๊อป ผู้ก่อตั้งกลับถูกบอร์ดเขี่ยออกจากบริษัท เพราะความก้าวร้าว เอาแต่ใจ  ผ่านไปหลายสิบปี Apple ตกต่ำถึงขีดสุด ไม่มีความหวัง เหลือเพียงแต่ซากที่ยังมีลมหายใจ ถึงได้เรียก สตีฟ จ๊อป กลับคืนมา  สิ่งทีสตีฟ ทำไม่ใช่ การกู้ซากของ Apple ขึ้นมา ไม่ใช่การแก้ไขทางการเงิน หรือ การวิจัยผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่สิ่งแรกที่เขาทำ คือการปลุกขวัญกำลังใจของพนักงานให้กลับคืนมา ให้เชื่อในคุณค่า (Core Value)  ของ Apple





     For me, marketing is about values. This is a very complicated world. It’s a very noisy world.
     And we’re not going to get a chance to get people to remember much about us. No company is.
     And so we have to be really clear on what we want them to know about us.
Our customers want to know “who is apple? What is is that we stand for? Where we fit in this world”.
    And what we are about isn’t about making boxes for people to get their jobs done – although we do that well.
     We can do that almost better than anyone else can in some cases.
     But Apple’s about something more than that.
     Apple at the core, it’s core value, is that we believe that people with passion can change the world for the better. That’s what we believe”


     สำหรับผม การตลาดเป็นเรื่องสำคัญ.....
     แต่ในโลกอันซับซ้อนและสับสนยากแท้หยั่งถึงในโลกใบนี้
     เป็นการยากที่จะมีใครจะสามารถจดจำเราได้นาน บริษัทใดก็ทำไม่ได้.....
     และเราต้องชัดเจนในตัวเองก่อนว่า อยากให้เขาจดจำเราได้แบบไหน
     Apple คือใคร?  เราทำอะไร? เรายืนอยู่ตรงไหนในโลกใบนี้?
     เราไม่ใช่แค่ผลิตสินค้าเพื่อให้ผู้คนทำงานได้ แม้ว่าเราจะทำได้ดีกว่าบริษัทอื่นก็ตาม
     แต่ Apple มีความหมายมากกว่านั้น
     แก่นแท้ของ Apple ... มันคือคุณค่าที่อยู่ข้างใน 
     มันคือความหลงใหลของพวกเราที่จะเปลี่ยนโลกนี้ให้ดีขึ้นกว่าเดิม 
     นี่แหละคือความเชื่อของเรา

    ตัวตนภายในคือ พลัง คือจิตวิญญาณ ที่ทำให้เราเดินสู่ความสำเร็จ  บริษัทฯ ที่ประสบความสำเร็จ จนโลกต้องจดจำ คือบริษัท ที่มีความเชี่อมั่นอย่างแรงกล้าจนก่อเกิดเป็นพลังที่ผลักดันให้องค์กรเดินไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้
    ทุก ๆ องค์กร  ต่างมีจิตวิญญาณภายใน  บางครั้งเป็นองค์กรที่ชอบแสวงหาสิ่งใหม่ ๆ และความท้าทาย ตลอดเวลา อย่าง 3 M , Virgin บางองค์กรที่เน้นประสิทธิภาพ มีวินิยสูงสุด อย่าง Toyota, GE Capital  บางองค์กรเน้นความใส่ใจและการบริการให้ผู้อื่นมีความสุขสูงสุด อย่าง โรงแรมโอเรียลเทล  บางองค์กรเน้นความรวดเร็ว ตรงเวลา อย่าง Fedex  แต่น่าเศร้าที่บางองค์กรเหมือนเด็กหลงทาง หาทิศทางไม่ได้ทำให้ตัวตนภายในสับสน ขาดพลังในการก้าวไปข้างหน้า

     แล้วองค์กรของท่านล่ะ ตัวตน หรือ จิตวิญญาณ คือ?????


2. ตัวตนภายนอก - เป็นลักษณะขององค์กร มองทุก ๆ function การทำงาน แล้วสรุปว่าตัวจริงของเรามีหน้าตาอย่างไร อันนี้วิเคราะห์ง่าย แต่ต้องลงรายละเอียดเยอะ
  • ความสามารถของผู้บริหารในองค์กร
  • ความสามารถในการบริหารจัดการ  - ระบบ, โครงสร้างองค์กร
  • การเงิน - สภาพคล่อง กำไร ขาดทุน  จมทุน หรือ คล่องตัว
  • การผลิต / บริการ -  มีประสิทธิภาพ โดนใจลูกค้าหรือไม่
  • บุคลากรในองค์กร - ความสามารถของคน ความมุ่งมั่นไปสู่ทิศทางเดียวกัน ??
  • การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล - การคัดเลือกสรรหา, การประเมินผลงาน, การสร้างแรงจูงใจ, ค่าจ้างเงินเดือน, รางวัล การลงโทษ , ระเบียบ วินัย, การพัฒนาบุคลากร
  • การตลาด และเครือข่าย - รุก รับ หรือไม่ทำอะไร
  • ความคิดสร้างสรรค์ ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ  - มีบ้างหรือเปล่า หรือย้ำรอยเดิมตลอด
  • คลังสินค้า และการจัดส่ง - มีประสิทธิภาพ หรือเปล่า???
  • อื่น ๆ
      ปัจจุบัน การวิเคราะห์ตัวตนภายนอก ท่านอาจวิเคราะห์ตนเองก็ได้ หรือจ้างคนภายนอกมาประเมินก็ได้ เช่น ของ สสวท. มีโครงการชินดัง ที่รับวินิจฉัยธุรกิจ เข้าจะบอกออกมาเป็นรายงานว่าองค์กรของท่านมีสภาพในปัจจุบันเป็นอย่างไร
            ดังนั้นการวิเคราะห์ตัวตนภายนอกขององค์กร (พฤติกรรม) นั้นจะสะท้อนถึงตัวตนภายใน (อุปนิสัย) ว่าเป็นองค์กรแบบไหน  เพราะทั้งสองส่วนมีความสอดคล้องซึ่งกันและกัน เป็นไปในทิศทางเดียวกัน  ไม่สามารถเสแสร้งแกล้งทำได้  ต่อให้ภายนอกโอ่อ่าฟู่ฟ่าแค่ไหน แต่สิ่งที่ผู้คนรับรู้คือตัวตนภายใน เขาจะรู้ทันทีว่าที่นี่จอมปลอม  เช่น บริษัท Enron ที่เป็นข่าวอื้อฉาวเรื่องการทำบัญชีปลอม แต่ภายในกลวงโบ๋ หรือ หน่วยงานราชการ  - ที่กว้างใหญ่ไพศาล แต่การบริหารจัดการเราก็จะบอกว่า ราชก้าน ราชการ

     ทั้งตัวตนภายใน และ ตัวตนภายนอก  จะบอกถึง จุดแข็ง (Strength) และ จุดอ่อน (Weakness) ขององค์กร เราเพียงแค่ทำตารางง่าย ๆ ออกมา


วันศุกร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Tool 1 : Strategic Management Planning 1 : Vision

เริ่มจากเรื่องยากที่จำเป็นต้องรู้ก่อนละกัน....

   ครั้งแรกที่ได้ยินคำว่า ภารกิจ หรือ Mission ก็ในหนังสือ Load of the ring  ที่โฟรโดมี ภารกิจ หรือ Mission ที่จะต้องเอาแหวนไปทิ้งในปล่องภูเขาไฟในพื้นที่ของ เซารอน เจ้าแห่งความมืด   โดยภารกิจครั้งนี้มีความเสี่ยงอยู่ที่ตัวแหวนที่มีอำนาจในการครอบครองใจของผู้สวมแหวน ทั้งหลอกล่อ ครอบงำ ล่อลวง ทำให้ผู้สวมแหวนตกอยู่ภายใต้อำนาจของแหวนไม่สามารถทำภารกิจให้เสร็จสิ้นได้
   เช่นเดียวกัน หลายครั้งในองค์กรมีภารกิจ แต่สภาพแวดล้อมทั้งภายนอกและภายใน นั้นเปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่ง บางครั้งเราก็ถูกลวงหลอก บางครั้งก็ครอบงำ  บางครั้งทำให้ไขว้เขว จนต้องปรับภารกิจขององค์กรไป ซึ่งก็มีคำถามตามมาว่า สิ่งที่เราปรับเปลี่ยนนั้นถูกต้องหรือไม่....  แต่ถ้าเราหันกลับไปดูบริษัท หรือ บุคคลที่ประสบความสำเร็จจะเห็นอย่างหนึ่งคือ พวกเขาเหล่านั้นสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ แต่ความมุ่งมั่น หรือวิสัยทัศน์ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย นั่นคือที่มาที่ทำให้สนใจว่าการวางแผนกลยุทธ์นั้นคืออะไรกันแน่ ????

รูปที่ 1 : แผนภาพ Strategic Management Plan


จากภาพด้านบนเราจะเห็น

1. อนาคต  --  Vision, วิสัยทัศน์

2. ปัจจุบัน --  สภาพปัจจุบันของเรา ทั้ง เข้มแข็ง, อ่อนแอ และสภาพแวดล้อมภายนอก - โอกาส หรือ อุปสรรค

3. ทางเดินสำหรับอนาคต -  ภารกิจ (Mission) ที่เราต้องทำเพื่อเปลี่ยนปัจจุบัน ไปอนาคต
  • 4-5 ) เป้าหมาย , วัตถุประสงค์
  • 6) ทางเลือก หรือ วิธีการ หรือ กลยุทธ์ที่ใช้

  เอาล่ะ  ต่อไปคือขั้นตอนการปรุงอาหาร  ถ้าเราเอา 3 ข้อข้างบนมาผสมผสานกัน แล้วท่านจะเข้าใจว่ามันสัมพันธ์กันอย่างไร???

เริ่มจาก No.1 -- วิสัยทัศน์ หรือ Vision  --- คือความฝัน  ฝรั่งใช้คำว่า Vision แปลว่า ภาพในอนาคต หรือ สิ่งที่อยากจะเห็นในอนาคต  ขอย้ำ เป็น ภาพ ที่อยากเห็นใน อนาคต

   เช่น บิล เกตส์  ที่เคยคิดไว้ว่า ทุกครัวเรือนจะต้องมีคอมพิวเตอร์ใช้  - ตอนนั้นอาจน่าหัวร่อ แต่ปัจจุบันก็เป็นดังเช่นที่เขาฝันไว้  เขายังฝันต่อไปอีกว่า ต่อไปจะเป็นยุคของ ดิจิทัลไลฟ์สไตล์   นั่นหมายความว่า ในอนาคตทุก ๆ อย่างจะสามารถควบคุมโดยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไร้สาย  โดยที่คนเราไม่ต้องขยับไปไหนเลย นอกจากนิ้ว ที่จะโตขึ้นไปเรื่อย ๆ  มาคอยดูกันว่าความฝันของคุณบิล เกตส์จะเป็นจริงหรือไม่

 หรืออีกบุคคล ก็คือ คุณโคโนสุเกะ มัตซึชิตะ  ผู้ก่อตั้งบริษัทเนชั่นแนล แล้วเปลี่ยนมาเป็น พานาโซนิก  เป็นบุคคลที่ได้รับการยกย่องว่าผู้มีวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลและยิ่งใหญ่มาก (อ่านประวัติที่ http://www.neutron.rmutphysics.com/news/index.php?option=com_content&task=view&id=1543&Itemid=16)

   การที่เขาอยู่ในยุคหลังสงครามครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงคราม ต้องปากกัดเท้าถีบเพื่อยังชีพ  แต่หัวใจดวงนี้ก็ไม่เคยยอมแพ้ เพราะเขาฝันว่า จะเป็นผู้ผลิตสินค้าที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตในราคาที่แสนถูกให้ได้ เพื่อให้โอกาสแก่คนจน ไม่ได้มองประโยชน์ที่ระยะสั้น แต่มองประโยชน์แก่สังคมในระยะยาว -- ปัจจุบันเครื่องใช้ไฟฟ้าจะมีอยู่ในทุกครัวเรือน ซึ่งเป็นจริงดังความฝันของเขา (อีกแล้ว)

    จะเห็นว่า Vision ที่ดีเวลาฝันออกมาจะเห็นภาพชัดเจนว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต แต่น่าเศร้าสำหรับบ้านเรา ที่หลายๆ (เป็นร้อย ๆ ) องค์กร กำหนดวิสัยทัศน์ว่า เราจะเป็น 1 ใน.......  แต่ไม่เห็นภาพเลยสักกะติ้ด ว่าภาพความฝันในอนาคตเป็นอย่างไร

     ครั้งหนึ่งเคยไปบริษัท หยั่นหวอหยุ่น - ซึ่ง MD เล่าให้ฟังว่า พ่อของเธอเคยบอกว่า เขาอยากให้ทุก ๆ บ้าน มีเครื่องปรุงของหยั่นหวอหยุ่นสักอย่างหนึ่ง  พอฟังปุ๊บก็รู้เห็นภาพในอนาคตอย่างชัดเจน  นี่แหล่ะคือสิ่งที่เขาเรียกกันว่า Vision  

     สำหรับองค์กร ๆ หนึ่ง การจะกำหนดวิสัยทัศน์   ขึ้นอยู่กับผู้นำองค์กรเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นผู้ที่มีทั้งอำนาจ หน้าที่ และความรับผิดชอบสูงสุดขององค์กร ซึ่งจะเป็นผู้สร้างฝัน และกำหนดทิศทางองค์กรว่าจะไปในทิศทางอย่างไร  แล้วร่วม share ความฝันกับทุก ๆ คนในองค์กร เพื่อให้องค์กรไปในทิศทางเดียวกัน

     มีบางท่านถามว่าแล้วหน่วยงานราชการฝันได้ไหม  คำตอบคือ ได้ค่ะ  แม้ว่า หน่วยงานราชการจะมีกฎหมายกำกับมาเรียบร้อยแล้วว่ามีภารกิจอย่างไร  แต่เราก็มีความฝันได้ว่าจากภารกิจนั้นท่านฝันให้หน่วยงานของท่านเป็นอย่างไรในอนาคต แต่ทุก ๆ ความฝันต้องสอดคล้องกับ Vision ของประเทศไทย เพื่อจะได้ไปในทิศทางเดียวกัน เช่น กรมสรรพากรอาจฝันว่า ในอนาคต คนไทยทุก ๆ คนจะยินยอมเสียภาษีด้วยความเต็มใจ ไม่ต้องทวง ไม่ต้องถาม เป็นต้น แต่อันนี้ต้องดูหน่อยว่า ฝันเกินไปหรือเปล่า 5555......

   เห็นไหมคะ การกำหนดวิสัยทัศน์ ไม่ใช่เรื่องยากเลย ไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาที่สวยงาน สลับซับซ้อน  แต่ vision คือ ฝัน หรือ เป้าหมายในอนาคตที่ผู้ฝันมีความเชื่อนว่าฝันนั้นอยู่ในวิสัยที่สามารถทำให้เป็นจริงได้   คนยิ่งใหญ่ก็มักจะฝันในสิ่งใหญ่ ๆ  คนเล็ก ๆ ก็มักจะฝันในสิ่งเล็ก ๆ  แต่ถ้าเรา กล้าพอ หรือบ้าพอ  เราอาจเป็นคนหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนโลกนี้ได้


ฝาก Clip นี้ สำหรับคนที่บ้าพอ







โฆษณา ในดวงใจเลยนะเนี่ยะ : Think Difference ของ บริษัท Apple - เพราะเราแตกต่าง

ชอบสุด ๆ กับคำว่า คนพวกนี้บ้าพอที่จะคิดว่าเขาสามารถเปลี่ยนโลกได้


 Here’s to the crazy ones.
The misfits. The rebels. The troublemakers.
The round pegs in the square holes.
The ones who see things differently.
They’re not fond of rules.
And they have no respect for the status quo.
You can quote them, disagree with them, glorify or vilify them.
About the only thing you can’t do is ignore them.
Because they change things.
They push the human race forward.
And while some may see them as the crazy ones, we see genius.
Because the people who are crazy enough to think they can change the world, are the ones who do.

แม้ว่าคนเหล่านี้จะบ้า  ทำตัวไม่เหมาะสม กบฎ เจ้าปัญหา นอกคอก
ไม่ทำตามกฎ  และแหวกความคิดความเชื่อเดิมๆ  เป็นคนที่คิดอะไรแตกต่างออกไป
คุณอาจจะพูดถึงพวกเขาเหล่านั้น อาจจะไม่เห็นด้วย หรืออาจจะชื่นชมยินดีกับเขา
แต่คุณไม่สามารถเมินเฉยกันเขาได้ เพราะเขานั้นแตกต่าง
พวกเขาผลักดันให้มนุษยชาติมีความก้าวหน้า 
บางครั้งคุณอาจจะว่าพวกเขาบ้า  แต่เรากลับเห็นอัจฉริยะ
เพราะพวกเขาบ้าพอที่เชื่อว่าเปลี่ยนโลกนี้ได้


     สำหรับวันนี้ เราขอจบเรื่อง Vision ไว้แต่เพียงเท่านี้  ถ้ามีท่านใดอยาก share ความฝัน ก็อย่าลืมเล่าสู่กันฟังนะค่ะ

แด่.... ความฝันอันยิ่งใหญ่สำหรับ ผู้ที่บ้าพอจะไขว้คว้าให้ฝันนั้นเป็นจริง.... มาร่วมกันฝันกันเถอะ

การเริ่มต้น - 30 เครื่องมือการบริหารจัดการ

สุภาษิตจีน กล่าวว่า  หนทางไกลนับหมื่นลี้ ต้องเริ่มต้นด้วยก้าวแรก  

    ต้องนับว่าเป็นสุภาษิตเตือนใจจริงๆ  เพราะเจ้านิสัยผลัดวันประกันพรุ่ง ไม่ยอมเริ่มต้นสักกะที  ทำให้ไม่มีโอกาสได้เริ่มคิด เริ่มเขียน  เริ่มลงมือทำ  ตามสัญญาที่ให้ไว้กับคุณแม่ (เจ้าขา) ว่าจะเขียนบทความทางวิชาการ จากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา  ที่สามารถทำเรื่องยาก ให้ยากขึ้น (หรือเปล่า)  ทำให้คนที่ไม่เข้าใจ ยิ่งไม่เข้าใจมากขึ้น (มั้ง)  
    เลยต้องเริ่มต้นจากการเขียน blog นี้  เพื่อเป็นสัญญาว่าจะเขียน Management tool ให้ครบ 

    โดยวัตถุประสงค์ เพื่อ รวบรวมแนวคิด หรือ Concept ของ Tools ต่างๆ  ว่าเขาคิดอย่างไร ก่อนที่จะนำไปใช้  เพราะความผิดพลาดของคนไทยๆ  อย่างเราคือ  การนำไปใช้โดยปราศจากความรู้แจ้ง  ซึ่ง ดร. เดมมิ่ง เคยกล่าวไว้ว่า ทุก ๆ  การปรับปรุงคือการทำให้ระบบนั้นแปรปรวน บางครั้งการปรับปรุงก็ยิ่งทำให้ระบบแย่ลง ๆ  ไปเรื่อย ๆ  ดังนั้นการปรับปรุงที่ดี คือการปรับปรุงอย่างรู้แจ้งเห็นจริง เข้าไปคลุกวงใน ไปสังเกต ไปลงมือทำ  ไปทำความเข้าใจกับคนทำงาน เครื่องจักรที่ทำงาน และเข้าใจเป้าหมายขององค์กร

     หากท่านใดหลงเข้ามาอ่านใน blog นี้ ก็ขอให้ท่านมีความสุข สนุกสนานกับเครื่องมือต่างๆ  นะจ๊ะ หากจะ share ประสบการณ์ซึ่งกันและกันยิ่งดีเข้าไปใหญ่ค่ะ