วันจันทร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

วิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอก

     วันนี้ขอขึ้นจั่วหัวว่าการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอก ซึ่งเป็นปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ แต่แสวงหาโอกาส หรือ ป้องกันอุปสรรคที่กำลังจะมาได้ โดยหลัก ๆ  จะมี 5 มุมคือ

1. สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ--- ดิน- น้ำ - ลม - ไฟ (Natural Environment) - ความสำคัญของสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเพิ่มขึ้นมา (อย่างทันควัน)  หลังจากวิกฤตโลกร้อน ต้องเผชิญทั้งเอลนิโน (เด็กผู้ชายนรก) และ  ลานินา (เด็กผู้หญิงจอมดื้อ)  ทอร์นาโด, สินามิ, แผ่นดินไหว, น้ำท่วม, ภาวะเรือนกระจก ฯลฯ  มีผลกระทบจนกระทั่งกรมอุตินิยมวิทยา กลายเป็นกรมยอดนิยมในหลายๆ  ประเทศ
      ที่สำคัญ สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ เป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจ กฎหมาย  และ สังคมวัฒนธรรมในแต่ละประเทศ  เพราะการที่ควบคุมไม่ได้ สั่งการไม่ได้  เลยต้องพึ่งพาการทำนายแทน  หรือจินตนาการภาพในอนาคต (Scenario)  โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัด อยู่ในประเทศอเมริกา  เจ้าแห่งการประกันสารพัดอย่าง

       ความหายนะหลังจากที่เฮอร์ริเคน Andrew ได้ถล่มสหรัฐอเมริกาเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว บริษัทประกันภัยต่างๆ ต้องจ่ายค่าชดเชยเป็นมูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 25 พันล้านเหรียญสหรัฐ จากเหตุการณ์นี้ทำให้บริษัทประกัน ต้องหาหนทางที่จะทำนายอนาคตให้ได้  ซึ่งปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ได้ออกแบบระบบซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการทำนายอนาคต เรียกว่า " Complex adaptive system" เป็นระบบปฏิบัติการใหม่ ที่เก็บข้อมูลในอดีต ปัจจุบัน เพื่อใช้ในการทำนายอนาคต

    หรือ การเกิดน้ำท่วมใหญ่ในปี 2553 (และจีน)  ส่งผลให้สินค้าเกษตรมีแนวโน้มว่าราคาในปีหน้าจะสูงขึ้น สำหรับชาวนา ก็คงน้ำตาไหล แต่สำหรับบริษัทค้าข้าว นั่นคือกำไรที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การกักตุนสินค้าส่งผลให้ราคาเกษตรสูงขึ้น
    ดังนั้นสภาพแวดล้อมเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ และมีผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจของเรา อาจจะดีหรือร้าย  เช่นฝนตกน้ำท่วม  --- เศรษฐกิจตกต่ำในชุมชนนั้น แต่เมืองยังต้องฟื้นฟู ธุรกิจอาหาร, ก่อสร้าง พลังงาน ยารักษาโรค ย่อมได้รับผลในทางบวก  แต่ธุรกิจของฟุ่มเฟือย เช่น นาฬิกา, ตุ๊กตา, ร้านอาหารแพง ๆ , เสื้อผ้าหรู ๆ อาจต้องเบรคไว้ก่อน


2. การเมืองและกฎหมาย (Legel & Political)
      
        กฎหมายเป็นทั้งอุปสรรค และ การส่งเสริม เช่น ภาษีนำเข้าข้าวในญี่ปุ่นสูงปรี้ด เพื่อช่วยเหลือชาวนาในประเทศญี่ปุ่น แต่เป็นกำแพงภาษีสำหรับผู้นำเข้าข้าวสู่ญี่ปุ่น  

         หรือการกำหนดมาตรฐาน HACCP และ Organic Food สำหรับนำเข้าสินค้าเกษตรสู่กลุ่มประเทศ EU ก็เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรในประเทศ และ เพื่อความปลอดภัยสำหรับประชาชนในประเทศนั้น ขณะเดียวกันก็เป็นอุปสรรคสำหรับผู้นำเข้าสินค้าเกษตรที่ต้องทำตามมาตรฐาน และกลับไปควบคุม กำหนดมาตรฐานตั้งแต่ Farm to table




     เรื่องของการเมืองเองย่อมมีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจอย่างยิ่งยวด ผลกระทบอย่างไรท่านคงเห็นกันจะจะ ตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน  การเมืองมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนอย่างมาก ทั้งด้านสังคม - คุณเสื้อสีอะไร???  ทั้งด้านเศรษฐกิจ - ปิดถนน , รัฐออก พรก. ทั้งด้านความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อการเมืองเริ่มเปลี่ยนไป    ประชาชนเริ่มเข้ามามีบทบาทต่อการเมืองมากขึ้น
    เมื่อก่อนเราอาจดูลักษณะทางการเมือง ว่าเป็นสังคมนิยม คอมมิวนิสต์  เผด็จการ หรือประชาธิปไตย  ต่อมาการปกครองแบบคอมมิวนิสต์เริ่มล่มสลายพร้อมกับการทุบกำแพงเบอร์ลิน ประเทศคอมมิวนิสต์ที่เหลืออยู่ ต่างต้องปรับตัวและปรับเปลี่ยนเพื่อให้ทันต่อยุคสมัย  เพราะฉนั้นเราจึงได้เห็นประเทศจีนที่เปลี่ยนไป เป็นประเทศสังคมนิยมผสมผสานกับระบบทุนนิยม  เพราะจึนเลือกว่าเราจะเปลี่ยนเอง มากกว่าที่จะถูกบังคับให้เปลี่ยน  ปัจจุบันจีนเลยเป็นประเทศที่มี GDP สูงที่สุดในโลก เป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของอเมริกา เป็นประเทศที่พูดอะไรออกมาแล้วคนต้องฟัง 
       หรือแม้แต่เหตุการณ์โดมิโนของโลกอาหรับโดยเริ่มจากตูนิเซีย แล้วลุกลามไปยังอียิปต์ ลิเบีย บาห์เรน โมร็อกโก แอลจีเรีย รวมทั้งอัฟกานิสถาน และหลายคนก็เชื่อว่า น่าจะปะทุขึ้นในเอเชียกลาง อิรัก จอร์แดน หรือมณฑลซินเจียงของจีนด้วย  จะเห็นว่าปัญหาเริ่มจากความเดือดร้อนของประชาชนแบบทวีคูณ แล้วนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง เปลี่ยนแปลงการเมือง และสุดท้ายเปลี่ยนแปลงกฎหมาย
      ซึ่งผู้เขียน เขียน ณ วันที่ 28 ก.พ.2554  คาดว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ประชาชนเริ่มเข้ามามีบทบาททางการเมืองมากขึ้นเมื่อตนเองเดือดร้อน (ไม่ใช่มอบอำนาจให้แก่นักการเมืองเพียงอย่างเดียว)  การเรียกร้องและการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลจะเริ่มมีมากขึ้นๆ   ประชาธิปไตยในอนาคตจะเริ่มเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ  นโยบายประชานิยม หรือ ระบบการเมืองท้องถิ่น (ซึ่งใกล้เคียงกับระบบมาเฟียแบบถาวรมากขึ้น ๆ ) หรือ การโกงกินของนักการเมืองโดยไม่แคร์สายตาประชาชน จะเริ่มใช้ไม่ได้  แต่ละประเทศอาจต้องเริ่มคำถามที่ว่า  จะเปลี่ยนเอง หรือจะถูกบังคับให้เปลี่ยน  การเปลี่ยนแปลงอาจต้องเริ่มมาจากการปรับปรุงกฎหมาย  ระบบการทำงานแบบถึงราก  ระบบการตรวจสอบ ระบบการฟังเสียงประชาชน และการมี
ส่วนร่วมของภาคประชาชนน่าจะเป็นคำตอบสุดท้ายของภาครัฐ

     ในฐานะของผู้ประกอบธุรกิจอาจต้องมองปัจจัยความเสี่ยงทางการเมืองอย่างระมัดระวังเพราะการเปลี่ยนแปลงนั้นมักเป็นไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง  และอย่าลืมเรื่อง Butterfly effect นะคะ

3. เศรษฐกิจ (Economy)

       เศรษฐกิจ (ศก.) มีผลต่อการลงทุนทางธุรกิจอย่างสูง แต่ที่สำคัญการมองสภาพ ศก.ของแต่ละท่านนั้นแตกต่างกัน  อย่างเหตุการณ์ต้มยำกุ้งในไทย  ทำให้ ศก.ในโซนเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ต้องล้มระเนระนาด  ทุกคนกลับกลัวกัน แต่สิงคโปร์กลับมาคว้านซื้อธุรกิจในไทย หรือ นักธุรกิจไทยบางคน ก็คว้านซื้อที่ดินหรือ หุ้นในราคาถูก    การมอง ศก. จึงต้องเอาชนะ ความโลภ กับ ความกลัว ให้ได้

      สำหรับตัวเลขทางเศรษฐกิจ ไปอ่านที่นี่เลยนะคะ

อ้างอิงจาก : http://www.taladhoon.com/taladhoon/lib/setfa01/setfa01-2-d.htm



4. เทคโนโลยี (Technology)  + 5. สังคมวัฒนธรรม (Social cultural)  ขอพูดร่วมกันนะคะ  เพราะเทคโนโลยี    เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก ลองมองวิวัฒนาการของเทคโนโลยีดูนะคะ




   เริ่มจากยุคหิน ที่มนุษย์ทำเครื่องมือจากหิน กระดูกและไม้  ในการล่าสัตว์  ต่อมามนุษย์เริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับทองแดง ทำให้มนุษย์ทำสู่ยุคบรอนซ์ในการผลิตเครื่องมือ และ อาวุธ จนเข้าสู่ยุคเหล็ก มนุษย์เริ่มตั้งถิ่นฐานตามริมแม่น้ำ เพื่อทำเกษตรกรรม  และนำเหล็กมาเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการดำรงชีวิต  ทำให้มนุษย์เริ่มตั้งชุมชน เริ่มกำหนดกฎเกณฑ์ กำหนดบรรทัดฐาน ค่านิยม และวัฒนธรรมร่วม   ผลผลิตที่เคยเลี้ยงตนเองและครอบครัว เริ่มเกิดผลผลิตส่วนเกิน  -- ส่วนหนึ่งจ่ายให้รัฐเป็นสวัสดิการร่วม  อีกส่วนเริ่มออกจำหน่าย  ช่วงนี้เริ่มมีการแลกเปลี่ยนค้าขาย  สังคมแบ่งเป็น 4 ชนชั้น คือ ผู้ปกครอง พ่อค้า พลเมือง และทาส
    เมื่อสังคมเจริญขึ้น  คนมีเวลาที่จะเรียนรู้และศึกษาสิ่งรอบตัวมากขึ้น เกิดการคิดค้นมากมายและได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของมนุษย์ไป  การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีแบ่งเป็น 3 คลื่นเช่นกันคือ

1.  ช่วงศตวรรษที่ 18 -- เป็นช่วงเวลาแห่งการคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ ในยุโรป จะมีนักคิดค้นเต็มไปหมด  และการคิดค้นที่ทำให้เปลี่ยนจากสังคมเกษตร ไปสู่สังคมอุตสาหกรรมคือ การคิดค้น เครื่องทอผ้าที่ใช้แทนแรงงานคน  และการคิดค้นเครื่องจักรไอน้ำ  ซึ่งนำไปประยุกต์กับสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ  มากมายเช่น เรือกลไฟ  รถไฟ  รถยนต์ และการนำเครื่องจักรไอน้ำไปใช้ทดแทนแรงงานคน ก่อให้เกิดศาสตร์ใหม่คือ อุตสาหกรรมถ่านหิน และเคมี
     และด้วยการค้นพบนี้เองทำให้ระบบการคมนาคมก้าวหน้า  การเดินทางค้าขาย + กำลังทหาร ไปได้ไกลขึ้น ทำให้เกิดการล่าอาณานิคม  เพื่อแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติจากเมืองขึ้น   สำหรับดิฉันถือว่ายุคนี้เป็นยุคแห่งการแสวงหา  และเป็นการเริ่มต้นเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม

    และมาตอกย้ำอีกครั้งหนึ่งว่านี่คือยุคอุตสาหกรรมจริง ๆ ในศตวรรษที่ 19  นักวิทยาศาสตร์ได้คิดค้นอิเลกโทนิก  ซึ่งเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตของมนุษย์  เพราะยุคนี้ มนุษย์ได้รู้จักกับ  โทรเลข โทรศัพท์ หลอดไฟฟ้า วิทยุ โทรทัศน์  จากการที่ต้องไปมาหาสู่กันเปลี่ยนเป็นการโทร หรือการส่งข้อความถึงกัน  และเข้าสู่การเริ่มต้นของ Mass media

    นี่คือยุคของ Mass ไม่ว่าจะเป็นการผลิตที่ละมาก ๆ  เพื่อให้ได้ Economy of scale  หรือการสื่อสารผ่านคนจำนวนมาก จากวิทยุ และโทรทัศน์  เป็นการแลกเปลี่ยนและถ่ายโอนวัฒนธรรมจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง  เป็นยุคแรงงานอุตสาหกรรม ที่จ้างคนทำงานจำนวนมาก ๆ   เป็นยุคของการศึกษาจำนวนมาก ๆ  ยุคนี้เองที่เด็ก ๆ ถูกทิ้งไว้ที่บ้านโดยไม่มีคนดูแล  วิธีการแก้ไขปัญหาคือรัฐจัดตั้งโรงเรียนขึ้นมา และให้เด็กเข้าโรงเรียน และเลื่อนการศึกษาไปทีละขั้น ๆ  เหมือนการผลิตที่ผลิตที่ละ batch 
     ระบบการศึกษานี่เองที่เป็นตัวตีกรอบความคิดของเด็ก ให้เป็นไปตามแนวทางที่รัฐบาลต้องการให้ประชาชนรู้ การศึกษาส่วนใหญ่ในสมัยนั้นจึงเป็นการศึกษาเพื่อใช้เป็นแรงงานในอนาคต
     ยุคนี้ถือเป็นยุคที่ตื่นตาตื่นใจทีเดียว  เป็นยุคเห็นการเปลี่ยนแปลงจากช้าเป็นเร็ว  จากน้อยไปมาก จากความเชื่อดั้งเดิมสู่ความเชื่อใหม่  จากโลกเก่าเข้าสู่โลกใหม่แห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรม


    ยุคอุตฯ  ดำเนินไปจนถึงกลาง กลางศตวรรษที่ 20 -- นักวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าขึ้น และคิดค้นสิ่งต่างๆ  ที่เปลี่ยนชีวิตมนุษย์อีกครั้ง  เรากำลังก้าวเข้าสู่คลื่นลูกที่ 4 คือยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร -- นักวิทย์ ได้คิดค้นInformation technology, พลังงานนิวเคลียร์, คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เนต และ เทคโนโลยีทางอากาศ
     ชีวิตเรากำลังเปลี่ยนแปลงอีกครั้งจากยุคอุตฯ สู่ยุคข้อมูลข่าวสาร และเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์  โลกนี้คือโลกไร้พรมแดน เราสามารถไปหาใครที่ไหน เวลาใด ตอนไหนก็ได้ด้วยอินเตอร์เนต   มนุษย์เลยมี 2 โลกคือ โลกแห่งความจริง และโลกเสมือนจริง   ซึ่งโลกเสมือนจริงเริ่มเหมือนจริงมากขึ้นทุก ๆ ทีด้วย Social network (SN) ในโลกนี้คุณจะเป็นใครก็ได้  เท่ห์ขนาดไหนก็ได้ เพราะเขาจะรู้จักคุณผ่าน SN จากการติดต่อที่อ่อนโยน ลึกซึ้ง และสัมผัสได้จริง  เปลี่ยนเป็นการติดต่อสื่อสารที่ผิวเผิน มีมามีไป อย่างรวดเร็ว เปลี่ยนแปลงง่าย และถูกโน้มน้าวได้ง่ายด้วยสังคม SN
   จาก การสื่อสารที่รวดเร็วแล้ว  เรายังจะได้เห็นการเดินทางที่รวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็น เครื่องบินเล็ก เฮลิคอปเตอร์, รถไฟความเร็วสูง - ที่จะพาคุณไปทุกที่อย่างรวดเร็ว  และยานอวกาศที่จะพาคุณไปเที่ยวนอกโลก 

    เราจะเห็นได้ว่ายุคนี้เปลี่ยนแปลงเร็วกว่ายุคอุตฯ อีก  วิถีของมนุษย์เริ่มมีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น มีรสนิยม และความชอบตามกระแส เปลี่ยนพฤติกรรมเร็ว  การผลิตแบบ Mass จึง Outtrend สู่ยุค Differentiate เพื่อตอบสนอง niech market  - แต่ว่านี่เป็นจุดอ่อนของสังคมไทย  เพราะระบบการศึกษาไม่ได้สอนให้เราคิดเป็น แต่สอนให้เราทำเป็น มีแบบแผนที่ชัดเจน  พอให้คิดสิ่งที่แตกต่าง เราเริ่มตันในสมอง และคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไร  ทำให้ธุรกิจการฝึกอบรม และที่ปรึกษา ถึงได้เติบโตนักในไทยเรา

    อนาคตกำลังเปลี่ยนอีกครั้ง และนั่นย่อมมีผลต่อธุรกิจเราจะเห็นว่าทุกครั้งที่เทคโนโลยีเปลี่ยน ธุรกิจจะมีเกิดและตาย  ยกเว้นธุรกิจที่สามารถเรียนรู้การเปลี่ยนแปลง แล้วปรับตัวให้ทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงนั้น  ลองมาดูตัวอย่างกันนะ  เป็นเหตุการณ์ที่เกิดในช่วงปี  1970 - 1990
  • การตกต่ำของ IBM  พร้อมกับการเกิดใหม่ของ Microsoft
  • การตกต่ำของ Xerox กับการเติบโตของ Canon ในธุรกิจเครื่องถ่ายเอกสาร 
  • การตกต่ำของ Ford กับการเกิดและเติบโตของค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็น Toyota, Honda
  • การตกต่ำของเครื่องใช้ไฟฟ้าของอเมริกา สู่การเติบโตของเครื่องใช้ไฟฟ้าคุณภาพสูง ราคาถูกของบริษัทญี่ปุ่น  ไม่ว่าจะเป็น National, Sony

     และแนวโน้มเทคโนโลยีในอนาคต คาดว่าน่าจะ
  • เน้น R&D เน้นนวตกรรมมากขึ้น เพื่อตอบสนอง niech ในแต่ละกลุ่ม
  • เทคโนโลยีจะเปลี่ยนเร็วกว่าในอดีต - เราจะเป็นว่า จากสังคมเกษตร เป็นสังคม อุตฯ ใช้เวลาเป็นพัน ๆ ปี  แต่ สังคมอุต -- สังคมข้อมูลข่าวสารใช้เวลาแค่ 2-3 ร้อยปี   และจากสังคม IT ไปสู่ ...... จะใช้เวลาเท่าไร????
  • การแข่งขัน จะเน้น Differentiation & Integration --  IPhone / IPad เป็นตัวอย่างที่ดี
  • การผลิตจะเปลี่ยนไป เป็น ผลิตน้อย หลากหลาย เน้นเฉพาะกลุ่มมากขึ้น
  • การแข่งขัน เข้มข้น มากขึ้น  จากการผลิตในโรงงานอุตฯ สู่การผลิตในบ้าน หรือห้องแถว
  • กฎหมายจะมีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะกฏหมายลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร
  • สินทรัพย์จากเดิมที่วัดจากเงินทุน เครื่องจักร  จะเป็นสินทรัพย์ทางปัญญามากขึ้น (Intangible Asset) เช่น Windows, Waltz disney, Telecommunication
  • ธุรกิจต้อง Focus ที่กลยุทธ์มากขึ้น  มากกว่าลุยไปเลย เพราะอาจเจอตอได้  Tools ที่เหมาะกับสถานการณ์นี้ค่ะ Knowledge management หรือ Learning Organization เพื่อก้าวเข้าสู่ Creative Economy
  
   

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น