ครั้งแรกที่ได้ยินคำว่า ภารกิจ หรือ Mission ก็ในหนังสือ Load of the ring ที่โฟรโดมี ภารกิจ หรือ Mission ที่จะต้องเอาแหวนไปทิ้งในปล่องภูเขาไฟในพื้นที่ของ เซารอน เจ้าแห่งความมืด โดยภารกิจครั้งนี้มีความเสี่ยงอยู่ที่ตัวแหวนที่มีอำนาจในการครอบครองใจของผู้สวมแหวน ทั้งหลอกล่อ ครอบงำ ล่อลวง ทำให้ผู้สวมแหวนตกอยู่ภายใต้อำนาจของแหวนไม่สามารถทำภารกิจให้เสร็จสิ้นได้
เช่นเดียวกัน หลายครั้งในองค์กรมีภารกิจ แต่สภาพแวดล้อมทั้งภายนอกและภายใน นั้นเปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่ง บางครั้งเราก็ถูกลวงหลอก บางครั้งก็ครอบงำ บางครั้งทำให้ไขว้เขว จนต้องปรับภารกิจขององค์กรไป ซึ่งก็มีคำถามตามมาว่า สิ่งที่เราปรับเปลี่ยนนั้นถูกต้องหรือไม่.... แต่ถ้าเราหันกลับไปดูบริษัท หรือ บุคคลที่ประสบความสำเร็จจะเห็นอย่างหนึ่งคือ พวกเขาเหล่านั้นสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ แต่ความมุ่งมั่น หรือวิสัยทัศน์ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย นั่นคือที่มาที่ทำให้สนใจว่าการวางแผนกลยุทธ์นั้นคืออะไรกันแน่ ????
| รูปที่ 1 : แผนภาพ Strategic Management Plan |
1. อนาคต -- Vision, วิสัยทัศน์
2. ปัจจุบัน -- สภาพปัจจุบันของเรา ทั้ง เข้มแข็ง, อ่อนแอ และสภาพแวดล้อมภายนอก - โอกาส หรือ อุปสรรค
3. ทางเดินสำหรับอนาคต - ภารกิจ (Mission) ที่เราต้องทำเพื่อเปลี่ยนปัจจุบัน ไปอนาคต
- 4-5 ) เป้าหมาย , วัตถุประสงค์
- 6) ทางเลือก หรือ วิธีการ หรือ กลยุทธ์ที่ใช้
เอาล่ะ ต่อไปคือขั้นตอนการปรุงอาหาร ถ้าเราเอา 3 ข้อข้างบนมาผสมผสานกัน แล้วท่านจะเข้าใจว่ามันสัมพันธ์กันอย่างไร???
เริ่มจาก No.1 -- วิสัยทัศน์ หรือ Vision --- คือความฝัน ฝรั่งใช้คำว่า Vision แปลว่า ภาพในอนาคต หรือ สิ่งที่อยากจะเห็นในอนาคต ขอย้ำ เป็น ภาพ ที่อยากเห็นใน อนาคต
เช่น บิล เกตส์ ที่เคยคิดไว้ว่า ทุกครัวเรือนจะต้องมีคอมพิวเตอร์ใช้ - ตอนนั้นอาจน่าหัวร่อ แต่ปัจจุบันก็เป็นดังเช่นที่เขาฝันไว้ เขายังฝันต่อไปอีกว่า ต่อไปจะเป็นยุคของ ดิจิทัลไลฟ์สไตล์ นั่นหมายความว่า ในอนาคตทุก ๆ อย่างจะสามารถควบคุมโดยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไร้สาย โดยที่คนเราไม่ต้องขยับไปไหนเลย นอกจากนิ้ว ที่จะโตขึ้นไปเรื่อย ๆ มาคอยดูกันว่าความฝันของคุณบิล เกตส์จะเป็นจริงหรือไม่
หรืออีกบุคคล ก็คือ คุณโคโนสุเกะ มัตซึชิตะ ผู้ก่อตั้งบริษัทเนชั่นแนล แล้วเปลี่ยนมาเป็น พานาโซนิก เป็นบุคคลที่ได้รับการยกย่องว่าผู้มีวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลและยิ่งใหญ่มาก (อ่านประวัติที่ http://www.neutron.rmutphysics.com/news/index.php?option=com_content&task=view&id=1543&Itemid=16)
การที่เขาอยู่ในยุคหลังสงครามครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงคราม ต้องปากกัดเท้าถีบเพื่อยังชีพ แต่หัวใจดวงนี้ก็ไม่เคยยอมแพ้ เพราะเขาฝันว่า จะเป็นผู้ผลิตสินค้าที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตในราคาที่แสนถูกให้ได้ เพื่อให้โอกาสแก่คนจน ไม่ได้มองประโยชน์ที่ระยะสั้น แต่มองประโยชน์แก่สังคมในระยะยาว -- ปัจจุบันเครื่องใช้ไฟฟ้าจะมีอยู่ในทุกครัวเรือน ซึ่งเป็นจริงดังความฝันของเขา (อีกแล้ว)
จะเห็นว่า Vision ที่ดีเวลาฝันออกมาจะเห็นภาพชัดเจนว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต แต่น่าเศร้าสำหรับบ้านเรา ที่หลายๆ (เป็นร้อย ๆ ) องค์กร กำหนดวิสัยทัศน์ว่า เราจะเป็น 1 ใน....... แต่ไม่เห็นภาพเลยสักกะติ้ด ว่าภาพความฝันในอนาคตเป็นอย่างไร
ครั้งหนึ่งเคยไปบริษัท หยั่นหวอหยุ่น - ซึ่ง MD เล่าให้ฟังว่า พ่อของเธอเคยบอกว่า เขาอยากให้ทุก ๆ บ้าน มีเครื่องปรุงของหยั่นหวอหยุ่นสักอย่างหนึ่ง พอฟังปุ๊บก็รู้เห็นภาพในอนาคตอย่างชัดเจน นี่แหล่ะคือสิ่งที่เขาเรียกกันว่า Vision
สำหรับองค์กร ๆ หนึ่ง การจะกำหนดวิสัยทัศน์ ขึ้นอยู่กับผู้นำองค์กรเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นผู้ที่มีทั้งอำนาจ หน้าที่ และความรับผิดชอบสูงสุดขององค์กร ซึ่งจะเป็นผู้สร้างฝัน และกำหนดทิศทางองค์กรว่าจะไปในทิศทางอย่างไร แล้วร่วม share ความฝันกับทุก ๆ คนในองค์กร เพื่อให้องค์กรไปในทิศทางเดียวกัน
มีบางท่านถามว่าแล้วหน่วยงานราชการฝันได้ไหม คำตอบคือ ได้ค่ะ แม้ว่า หน่วยงานราชการจะมีกฎหมายกำกับมาเรียบร้อยแล้วว่ามีภารกิจอย่างไร แต่เราก็มีความฝันได้ว่าจากภารกิจนั้นท่านฝันให้หน่วยงานของท่านเป็นอย่างไรในอนาคต แต่ทุก ๆ ความฝันต้องสอดคล้องกับ Vision ของประเทศไทย เพื่อจะได้ไปในทิศทางเดียวกัน เช่น กรมสรรพากรอาจฝันว่า ในอนาคต คนไทยทุก ๆ คนจะยินยอมเสียภาษีด้วยความเต็มใจ ไม่ต้องทวง ไม่ต้องถาม เป็นต้น แต่อันนี้ต้องดูหน่อยว่า ฝันเกินไปหรือเปล่า 5555......
เห็นไหมคะ การกำหนดวิสัยทัศน์ ไม่ใช่เรื่องยากเลย ไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาที่สวยงาน สลับซับซ้อน แต่ vision คือ ฝัน หรือ เป้าหมายในอนาคตที่ผู้ฝันมีความเชื่อนว่าฝันนั้นอยู่ในวิสัยที่สามารถทำให้เป็นจริงได้ คนยิ่งใหญ่ก็มักจะฝันในสิ่งใหญ่ ๆ คนเล็ก ๆ ก็มักจะฝันในสิ่งเล็ก ๆ แต่ถ้าเรา กล้าพอ หรือบ้าพอ เราอาจเป็นคนหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนโลกนี้ได้
ฝาก Clip นี้ สำหรับคนที่บ้าพอ
โฆษณา ในดวงใจเลยนะเนี่ยะ : Think Difference ของ บริษัท Apple - เพราะเราแตกต่าง
ชอบสุด ๆ กับคำว่า คนพวกนี้บ้าพอที่จะคิดว่าเขาสามารถเปลี่ยนโลกได้
Here’s to the crazy ones.
The misfits. The rebels. The troublemakers.
The round pegs in the square holes.
The ones who see things differently.
They’re not fond of rules.
And they have no respect for the status quo.
You can quote them, disagree with them, glorify or vilify them.
About the only thing you can’t do is ignore them.
Because they change things.
They push the human race forward.
And while some may see them as the crazy ones, we see genius.
Because the people who are crazy enough to think they can change the world, are the ones who do.
แม้ว่าคนเหล่านี้จะบ้า ทำตัวไม่เหมาะสม กบฎ เจ้าปัญหา นอกคอก
ไม่ทำตามกฎ และแหวกความคิดความเชื่อเดิมๆ เป็นคนที่คิดอะไรแตกต่างออกไป
ไม่ทำตามกฎ และแหวกความคิดความเชื่อเดิมๆ เป็นคนที่คิดอะไรแตกต่างออกไป
คุณอาจจะพูดถึงพวกเขาเหล่านั้น อาจจะไม่เห็นด้วย หรืออาจจะชื่นชมยินดีกับเขา
แต่คุณไม่สามารถเมินเฉยกันเขาได้ เพราะเขานั้นแตกต่าง
พวกเขาผลักดันให้มนุษยชาติมีความก้าวหน้า
พวกเขาผลักดันให้มนุษยชาติมีความก้าวหน้า
บางครั้งคุณอาจจะว่าพวกเขาบ้า แต่เรากลับเห็นอัจฉริยะ
เพราะพวกเขาบ้าพอที่เชื่อว่าเปลี่ยนโลกนี้ได้
เพราะพวกเขาบ้าพอที่เชื่อว่าเปลี่ยนโลกนี้ได้
สำหรับวันนี้ เราขอจบเรื่อง Vision ไว้แต่เพียงเท่านี้ ถ้ามีท่านใดอยาก share ความฝัน ก็อย่าลืมเล่าสู่กันฟังนะค่ะ
แด่.... ความฝันอันยิ่งใหญ่สำหรับ ผู้ที่บ้าพอจะไขว้คว้าให้ฝันนั้นเป็นจริง.... มาร่วมกันฝันกันเถอะ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น