วันเสาร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Tool 2 : Situation Analysis - SWOT Analysis - ปัจจุบัน

      จากความฝันเราจะทำให้เป็นจริงได้อย่างไร ก็ต้องเริ่มจากการประเมินสถานการณ์ก่อน เครื่องมือที่นิยมใช้คือ SWOT Analysis  หรืออย่างที่ตำราพิชัยสงคราม ซุนวู ได้กล่าวว่า

                       รู้เรา รู้เขา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครา  
                       รู้เรา แต่ไม่รู้เขา  เจ้าจะชนะหนึ่งครั้ง แพ้หนึ่งครั้งสลับกันไป
                       ไม่รู้เรา ไม่รู้เขา  รบร้อยครั้ง แพ้ร้อยครั้ง

    
      อย่าแปลกใจถ้าจะบอกว่า SWOT Analysis ถูกเขียนขึ้นมานานกว่า 2000 ปีแล้ว โดยมีชื่ออันเก๋ไก๋ว่า ตำราพิชัยสงครามซุนวู ซึ่งรวบรวมแนวคิดเพื่อทำสงครามให้ชนะ  บทแรกกล่าวถึง การประเมินสถานการณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด  ตำราพิชัยสงครามนี้ได้รับความสนใจมาจนถึงปัจจุบัน และ ศจ.ไมเคิล อี พ็อตเตอร์ เป็นหนึ่งในผู้ที่มีความสนใจในตำราพิชัยสงครามจีนเป็นอย่างมาก จากการค้นคว้าอย่างเอาจริงเอาจัง จึงได้ประยุกต์ตำราพิชัยสงครามต่าง ๆ มาสู่ภาคธุรกิจ ว่าทำอย่างไรจึงจะ ชนะสงครามทางธุรกิจ เกิดเป็นหนังสือชื่อ Competitive Advantage ว่าด้วยการรู้เข้า รู้เราและการประเมินความสามารถในการแข่งขัน เกือบทั้งเล่ม นั่นเป็นที่มาของเครื่องมือที่เรียกกันว่า SWOT Analysis  




    สังเกตุไหมค่ะ  ว่าเขาใช้คำว่า SW ก่อน OT นั่นหมายถึงให้รู้จักตัวตนของเราก่อน แล้วค่อยรู้เขาก็ยังไม่สาย  ต้องยอมรับวาการรู้จักตัวเองนั้นเป็นเรื่องยาก  เพราะการวิจารณ์คนอื่นนั้นง่ายกว่าการวิจารณ์ตนเองแบบตนไปตนมา เพราะใจมันชอบเอียงไปเอียงมาบอกว่าเราดีกว่าคนอื่นเสมอ

      เวลาเราจะวิเคราะห์ตนเองเราต้องทำทำอย่างไร จึงจะรู้เรารู้เขา  ต้องเริ่มจาก

1. ดูตัวตนภายในก่อนว่าอุปนิสัย พฤติกรรม วิธีการคิดของเราเป็นอย่างไร เรามองโลกภายนอกอย่างไร แล้วโลกภายนอกมองเราอย่างไร  

2. ตัวตนภายนอก ว่า รูปร่างหน้าตาภายนอก ความถนัด บุคลิกภาพเป็นอย่างไร  ฐานะ ?? การศึกษา??

3. วิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อม ต่อว่า สภาพครอบครัวเราเป็นอย่างไร ฐานะดีหรือเปล่า เพื่อนฝูงให้การสนับสนุนหรือไม่  ฯลฯ

4. สภาพแวดล้อมทางสังคม ว่า ให้โอกาส หรือเป็นอุปสรรคต่อตัวเราอย่างไร

    ขอยกตัวอย่างของ คุณ Paul Potts นะ  ตัวตนข้างในเขาเป็นคนขี้อาย ไม่มั่นใจ แต่มีความมุ่งมั่น  รักเสียงเพลง พยายามเรียนรู้การร้องเพลง และใฝ่หาโอกาส
    ตัวตนภายนอก - ไม่ค่อยหล่อนัก บุคลิกก็ไม่ดีมากนัก ดูไม่มั่นใจ และขี้อาย  เก็บตัว
    ปัจจัยแวดล้อม - เพื่อนน้อย ดูเหมือนขาดคนสนับสนุน
    สภาพแวดล้อม -- รายการทีวีของอังกฤษ ประเภพ Gots talent ที่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปมาแสดงความสามารถโดยมีกรรมการ 3 คน โหด 1 ใจดี 1 และ โหดธรรมดา 1 คอยให้คะแนนรวมกับผู้ชมส่วนหนึ่ง Paul เห็นโอกาสตรงนั้นและได้คว้ามันไว้เพื่อก้าวไปสู่ความฝัน





    เห็นไหมค่ะ....   พอดูแล้วรู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาโขเลย  ทุกคนสามารถเปล่งประกายได้อย่างงดงามถ้าตัวตนภายในของเรามีความมุ่งมั่น มีเป้าหมายชัดเจน  มั่นวิเคราะห์ตัวเอง และสภาพแวดล้อมภายนอก (SWOT) อย่างต่อเนื่อง และกล้าพอที่จะคว้าโอกาส ทำฝันนั้นให้เป็นจริง

อีกตัวอย่างละกัน

    ชาวจีนโพ้นทะเลที่เดินทางมาเมืองไทย พร้อมเสื่อผืนหมอนใบ  ในจำนวนคนเหล่านั้นกลายเป็นตระกูลมหาเศรษฐีในไทย มาลองวิเคราะห์ดูกัน 
  • ตัวตนภายในของพวกเขา คือความมุ่งมั่น มานะอดทน และมีความหวัง 
  • ตัวตนภายนอก คือสภาพร่างกายที่แข็งแรง พร้อมขายแรงงานได้ตลอดเวลา พูดภาษาไทยไม่ได้แต่ก็พยายามหัดให้พูดให้ได้  การศึกษาน้อย  อ่านเขียนไม่ได้
  • ปัจจัยแวดล้อม -- ส่วนใหญ่จะหาภรรยาเป็นคนไทย เพื่อช่วยเหลือด้านค้าขาย พยายามมีลูกเยอะๆ เพื่อเป็นแรงงานในบ้าน  จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน เช่น แซ่เบ๊  แซ่จาง แซ่หลี  เพื่อช่วยเหลือชาวจีนซึ่งกันและกัน
  • สภาพแวดล้อมทางสังคม - เมื่อ 100 ปีที่ผ่านมา สังคมไทย กำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงจากสังคมเกษตร มาเป็นสังคมอุตสาหกรรม สินค้าอุปโภค บริโภค ใหม่ กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับ ประเทศเกิดใหม่  และ เป็น โอกาส สำหรับพวกเขาเหล่านั้น  -- อันนี้ขึ้นกับ กึ๋น ของแต่ละคนนะ ว่าจะมองอย่างไร???
     เพราะความมุ่งมั่นของคนรุ่นปู่ย่าตายาย เราจึงได้เห็น เจ้าสัวชิน โสภณพานิช, เจ้าสัวเทียม โชควัฒนา, เจ้าสัวธนินต์ เจียวนนท์ และเจ้าสัวอื่น ๆ อีกมากมาย



    การวิเคราะห์องค์กรก็เช่นเดียวกันกับการวิเคราะห์ตนเอง เราต้องเริ่มจาก

  1. ตัวตนภายใน -- นั่นคือ ความคิด ความเชื่อ ความอดทน ความมุ่งมั่น ความกล้า ความกลัว เป็นตัวตน เป็นวิญญาณขององค์กรที่เรียกว่า Core Value หรือ Core Beleive  ยิ่งองค์กรใดมีความเชื่อ หรือ คุณค่าที่อยู่ข้างในมากเท่าไร องค์กรนั้นยิ่งมีตัวตนมากยิ่งขึ้นเท่านั้น
    ตัวตนภายใน หรือจะเรียกอีกอย่างว่านิสัยขององค์กรก็ไม่ผิดนัก  นิสัยของคนเราเกิดจากความคิด  พอคิดบ่อยๆ ก็ลงมือทำ
 สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้  ต้องมาจากผู้นำองค์กร ที่ใช้เวลาในการหล่อหลอมผู้คนในองค์กรให้เกิดความคิด ความเชื่อในสิ่งเดียวกัน  สำหรับผู้เขียนคิดว่า สิ่งนี้สำคัญมากกว่าสิ่งใด  เพราะมันคือสิ่งที่บอกตัวตนของเรา เป็น DNA ที่บอกว่านี่แหละ ฉันเอง  

    ยังจำ  Apple ของ สตีฟ จ็อป ได้ไหม  เมื่อตอนที่ Apple รุ่งเรืองสุดขีด สตีฟ จ๊อป ผู้ก่อตั้งกลับถูกบอร์ดเขี่ยออกจากบริษัท เพราะความก้าวร้าว เอาแต่ใจ  ผ่านไปหลายสิบปี Apple ตกต่ำถึงขีดสุด ไม่มีความหวัง เหลือเพียงแต่ซากที่ยังมีลมหายใจ ถึงได้เรียก สตีฟ จ๊อป กลับคืนมา  สิ่งทีสตีฟ ทำไม่ใช่ การกู้ซากของ Apple ขึ้นมา ไม่ใช่การแก้ไขทางการเงิน หรือ การวิจัยผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่สิ่งแรกที่เขาทำ คือการปลุกขวัญกำลังใจของพนักงานให้กลับคืนมา ให้เชื่อในคุณค่า (Core Value)  ของ Apple





     For me, marketing is about values. This is a very complicated world. It’s a very noisy world.
     And we’re not going to get a chance to get people to remember much about us. No company is.
     And so we have to be really clear on what we want them to know about us.
Our customers want to know “who is apple? What is is that we stand for? Where we fit in this world”.
    And what we are about isn’t about making boxes for people to get their jobs done – although we do that well.
     We can do that almost better than anyone else can in some cases.
     But Apple’s about something more than that.
     Apple at the core, it’s core value, is that we believe that people with passion can change the world for the better. That’s what we believe”


     สำหรับผม การตลาดเป็นเรื่องสำคัญ.....
     แต่ในโลกอันซับซ้อนและสับสนยากแท้หยั่งถึงในโลกใบนี้
     เป็นการยากที่จะมีใครจะสามารถจดจำเราได้นาน บริษัทใดก็ทำไม่ได้.....
     และเราต้องชัดเจนในตัวเองก่อนว่า อยากให้เขาจดจำเราได้แบบไหน
     Apple คือใคร?  เราทำอะไร? เรายืนอยู่ตรงไหนในโลกใบนี้?
     เราไม่ใช่แค่ผลิตสินค้าเพื่อให้ผู้คนทำงานได้ แม้ว่าเราจะทำได้ดีกว่าบริษัทอื่นก็ตาม
     แต่ Apple มีความหมายมากกว่านั้น
     แก่นแท้ของ Apple ... มันคือคุณค่าที่อยู่ข้างใน 
     มันคือความหลงใหลของพวกเราที่จะเปลี่ยนโลกนี้ให้ดีขึ้นกว่าเดิม 
     นี่แหละคือความเชื่อของเรา

    ตัวตนภายในคือ พลัง คือจิตวิญญาณ ที่ทำให้เราเดินสู่ความสำเร็จ  บริษัทฯ ที่ประสบความสำเร็จ จนโลกต้องจดจำ คือบริษัท ที่มีความเชี่อมั่นอย่างแรงกล้าจนก่อเกิดเป็นพลังที่ผลักดันให้องค์กรเดินไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้
    ทุก ๆ องค์กร  ต่างมีจิตวิญญาณภายใน  บางครั้งเป็นองค์กรที่ชอบแสวงหาสิ่งใหม่ ๆ และความท้าทาย ตลอดเวลา อย่าง 3 M , Virgin บางองค์กรที่เน้นประสิทธิภาพ มีวินิยสูงสุด อย่าง Toyota, GE Capital  บางองค์กรเน้นความใส่ใจและการบริการให้ผู้อื่นมีความสุขสูงสุด อย่าง โรงแรมโอเรียลเทล  บางองค์กรเน้นความรวดเร็ว ตรงเวลา อย่าง Fedex  แต่น่าเศร้าที่บางองค์กรเหมือนเด็กหลงทาง หาทิศทางไม่ได้ทำให้ตัวตนภายในสับสน ขาดพลังในการก้าวไปข้างหน้า

     แล้วองค์กรของท่านล่ะ ตัวตน หรือ จิตวิญญาณ คือ?????


2. ตัวตนภายนอก - เป็นลักษณะขององค์กร มองทุก ๆ function การทำงาน แล้วสรุปว่าตัวจริงของเรามีหน้าตาอย่างไร อันนี้วิเคราะห์ง่าย แต่ต้องลงรายละเอียดเยอะ
  • ความสามารถของผู้บริหารในองค์กร
  • ความสามารถในการบริหารจัดการ  - ระบบ, โครงสร้างองค์กร
  • การเงิน - สภาพคล่อง กำไร ขาดทุน  จมทุน หรือ คล่องตัว
  • การผลิต / บริการ -  มีประสิทธิภาพ โดนใจลูกค้าหรือไม่
  • บุคลากรในองค์กร - ความสามารถของคน ความมุ่งมั่นไปสู่ทิศทางเดียวกัน ??
  • การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล - การคัดเลือกสรรหา, การประเมินผลงาน, การสร้างแรงจูงใจ, ค่าจ้างเงินเดือน, รางวัล การลงโทษ , ระเบียบ วินัย, การพัฒนาบุคลากร
  • การตลาด และเครือข่าย - รุก รับ หรือไม่ทำอะไร
  • ความคิดสร้างสรรค์ ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ  - มีบ้างหรือเปล่า หรือย้ำรอยเดิมตลอด
  • คลังสินค้า และการจัดส่ง - มีประสิทธิภาพ หรือเปล่า???
  • อื่น ๆ
      ปัจจุบัน การวิเคราะห์ตัวตนภายนอก ท่านอาจวิเคราะห์ตนเองก็ได้ หรือจ้างคนภายนอกมาประเมินก็ได้ เช่น ของ สสวท. มีโครงการชินดัง ที่รับวินิจฉัยธุรกิจ เข้าจะบอกออกมาเป็นรายงานว่าองค์กรของท่านมีสภาพในปัจจุบันเป็นอย่างไร
            ดังนั้นการวิเคราะห์ตัวตนภายนอกขององค์กร (พฤติกรรม) นั้นจะสะท้อนถึงตัวตนภายใน (อุปนิสัย) ว่าเป็นองค์กรแบบไหน  เพราะทั้งสองส่วนมีความสอดคล้องซึ่งกันและกัน เป็นไปในทิศทางเดียวกัน  ไม่สามารถเสแสร้งแกล้งทำได้  ต่อให้ภายนอกโอ่อ่าฟู่ฟ่าแค่ไหน แต่สิ่งที่ผู้คนรับรู้คือตัวตนภายใน เขาจะรู้ทันทีว่าที่นี่จอมปลอม  เช่น บริษัท Enron ที่เป็นข่าวอื้อฉาวเรื่องการทำบัญชีปลอม แต่ภายในกลวงโบ๋ หรือ หน่วยงานราชการ  - ที่กว้างใหญ่ไพศาล แต่การบริหารจัดการเราก็จะบอกว่า ราชก้าน ราชการ

     ทั้งตัวตนภายใน และ ตัวตนภายนอก  จะบอกถึง จุดแข็ง (Strength) และ จุดอ่อน (Weakness) ขององค์กร เราเพียงแค่ทำตารางง่าย ๆ ออกมา


วันศุกร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Tool 1 : Strategic Management Planning 1 : Vision

เริ่มจากเรื่องยากที่จำเป็นต้องรู้ก่อนละกัน....

   ครั้งแรกที่ได้ยินคำว่า ภารกิจ หรือ Mission ก็ในหนังสือ Load of the ring  ที่โฟรโดมี ภารกิจ หรือ Mission ที่จะต้องเอาแหวนไปทิ้งในปล่องภูเขาไฟในพื้นที่ของ เซารอน เจ้าแห่งความมืด   โดยภารกิจครั้งนี้มีความเสี่ยงอยู่ที่ตัวแหวนที่มีอำนาจในการครอบครองใจของผู้สวมแหวน ทั้งหลอกล่อ ครอบงำ ล่อลวง ทำให้ผู้สวมแหวนตกอยู่ภายใต้อำนาจของแหวนไม่สามารถทำภารกิจให้เสร็จสิ้นได้
   เช่นเดียวกัน หลายครั้งในองค์กรมีภารกิจ แต่สภาพแวดล้อมทั้งภายนอกและภายใน นั้นเปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่ง บางครั้งเราก็ถูกลวงหลอก บางครั้งก็ครอบงำ  บางครั้งทำให้ไขว้เขว จนต้องปรับภารกิจขององค์กรไป ซึ่งก็มีคำถามตามมาว่า สิ่งที่เราปรับเปลี่ยนนั้นถูกต้องหรือไม่....  แต่ถ้าเราหันกลับไปดูบริษัท หรือ บุคคลที่ประสบความสำเร็จจะเห็นอย่างหนึ่งคือ พวกเขาเหล่านั้นสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ แต่ความมุ่งมั่น หรือวิสัยทัศน์ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย นั่นคือที่มาที่ทำให้สนใจว่าการวางแผนกลยุทธ์นั้นคืออะไรกันแน่ ????

รูปที่ 1 : แผนภาพ Strategic Management Plan


จากภาพด้านบนเราจะเห็น

1. อนาคต  --  Vision, วิสัยทัศน์

2. ปัจจุบัน --  สภาพปัจจุบันของเรา ทั้ง เข้มแข็ง, อ่อนแอ และสภาพแวดล้อมภายนอก - โอกาส หรือ อุปสรรค

3. ทางเดินสำหรับอนาคต -  ภารกิจ (Mission) ที่เราต้องทำเพื่อเปลี่ยนปัจจุบัน ไปอนาคต
  • 4-5 ) เป้าหมาย , วัตถุประสงค์
  • 6) ทางเลือก หรือ วิธีการ หรือ กลยุทธ์ที่ใช้

  เอาล่ะ  ต่อไปคือขั้นตอนการปรุงอาหาร  ถ้าเราเอา 3 ข้อข้างบนมาผสมผสานกัน แล้วท่านจะเข้าใจว่ามันสัมพันธ์กันอย่างไร???

เริ่มจาก No.1 -- วิสัยทัศน์ หรือ Vision  --- คือความฝัน  ฝรั่งใช้คำว่า Vision แปลว่า ภาพในอนาคต หรือ สิ่งที่อยากจะเห็นในอนาคต  ขอย้ำ เป็น ภาพ ที่อยากเห็นใน อนาคต

   เช่น บิล เกตส์  ที่เคยคิดไว้ว่า ทุกครัวเรือนจะต้องมีคอมพิวเตอร์ใช้  - ตอนนั้นอาจน่าหัวร่อ แต่ปัจจุบันก็เป็นดังเช่นที่เขาฝันไว้  เขายังฝันต่อไปอีกว่า ต่อไปจะเป็นยุคของ ดิจิทัลไลฟ์สไตล์   นั่นหมายความว่า ในอนาคตทุก ๆ อย่างจะสามารถควบคุมโดยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไร้สาย  โดยที่คนเราไม่ต้องขยับไปไหนเลย นอกจากนิ้ว ที่จะโตขึ้นไปเรื่อย ๆ  มาคอยดูกันว่าความฝันของคุณบิล เกตส์จะเป็นจริงหรือไม่

 หรืออีกบุคคล ก็คือ คุณโคโนสุเกะ มัตซึชิตะ  ผู้ก่อตั้งบริษัทเนชั่นแนล แล้วเปลี่ยนมาเป็น พานาโซนิก  เป็นบุคคลที่ได้รับการยกย่องว่าผู้มีวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลและยิ่งใหญ่มาก (อ่านประวัติที่ http://www.neutron.rmutphysics.com/news/index.php?option=com_content&task=view&id=1543&Itemid=16)

   การที่เขาอยู่ในยุคหลังสงครามครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงคราม ต้องปากกัดเท้าถีบเพื่อยังชีพ  แต่หัวใจดวงนี้ก็ไม่เคยยอมแพ้ เพราะเขาฝันว่า จะเป็นผู้ผลิตสินค้าที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตในราคาที่แสนถูกให้ได้ เพื่อให้โอกาสแก่คนจน ไม่ได้มองประโยชน์ที่ระยะสั้น แต่มองประโยชน์แก่สังคมในระยะยาว -- ปัจจุบันเครื่องใช้ไฟฟ้าจะมีอยู่ในทุกครัวเรือน ซึ่งเป็นจริงดังความฝันของเขา (อีกแล้ว)

    จะเห็นว่า Vision ที่ดีเวลาฝันออกมาจะเห็นภาพชัดเจนว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต แต่น่าเศร้าสำหรับบ้านเรา ที่หลายๆ (เป็นร้อย ๆ ) องค์กร กำหนดวิสัยทัศน์ว่า เราจะเป็น 1 ใน.......  แต่ไม่เห็นภาพเลยสักกะติ้ด ว่าภาพความฝันในอนาคตเป็นอย่างไร

     ครั้งหนึ่งเคยไปบริษัท หยั่นหวอหยุ่น - ซึ่ง MD เล่าให้ฟังว่า พ่อของเธอเคยบอกว่า เขาอยากให้ทุก ๆ บ้าน มีเครื่องปรุงของหยั่นหวอหยุ่นสักอย่างหนึ่ง  พอฟังปุ๊บก็รู้เห็นภาพในอนาคตอย่างชัดเจน  นี่แหล่ะคือสิ่งที่เขาเรียกกันว่า Vision  

     สำหรับองค์กร ๆ หนึ่ง การจะกำหนดวิสัยทัศน์   ขึ้นอยู่กับผู้นำองค์กรเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นผู้ที่มีทั้งอำนาจ หน้าที่ และความรับผิดชอบสูงสุดขององค์กร ซึ่งจะเป็นผู้สร้างฝัน และกำหนดทิศทางองค์กรว่าจะไปในทิศทางอย่างไร  แล้วร่วม share ความฝันกับทุก ๆ คนในองค์กร เพื่อให้องค์กรไปในทิศทางเดียวกัน

     มีบางท่านถามว่าแล้วหน่วยงานราชการฝันได้ไหม  คำตอบคือ ได้ค่ะ  แม้ว่า หน่วยงานราชการจะมีกฎหมายกำกับมาเรียบร้อยแล้วว่ามีภารกิจอย่างไร  แต่เราก็มีความฝันได้ว่าจากภารกิจนั้นท่านฝันให้หน่วยงานของท่านเป็นอย่างไรในอนาคต แต่ทุก ๆ ความฝันต้องสอดคล้องกับ Vision ของประเทศไทย เพื่อจะได้ไปในทิศทางเดียวกัน เช่น กรมสรรพากรอาจฝันว่า ในอนาคต คนไทยทุก ๆ คนจะยินยอมเสียภาษีด้วยความเต็มใจ ไม่ต้องทวง ไม่ต้องถาม เป็นต้น แต่อันนี้ต้องดูหน่อยว่า ฝันเกินไปหรือเปล่า 5555......

   เห็นไหมคะ การกำหนดวิสัยทัศน์ ไม่ใช่เรื่องยากเลย ไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาที่สวยงาน สลับซับซ้อน  แต่ vision คือ ฝัน หรือ เป้าหมายในอนาคตที่ผู้ฝันมีความเชื่อนว่าฝันนั้นอยู่ในวิสัยที่สามารถทำให้เป็นจริงได้   คนยิ่งใหญ่ก็มักจะฝันในสิ่งใหญ่ ๆ  คนเล็ก ๆ ก็มักจะฝันในสิ่งเล็ก ๆ  แต่ถ้าเรา กล้าพอ หรือบ้าพอ  เราอาจเป็นคนหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนโลกนี้ได้


ฝาก Clip นี้ สำหรับคนที่บ้าพอ







โฆษณา ในดวงใจเลยนะเนี่ยะ : Think Difference ของ บริษัท Apple - เพราะเราแตกต่าง

ชอบสุด ๆ กับคำว่า คนพวกนี้บ้าพอที่จะคิดว่าเขาสามารถเปลี่ยนโลกได้


 Here’s to the crazy ones.
The misfits. The rebels. The troublemakers.
The round pegs in the square holes.
The ones who see things differently.
They’re not fond of rules.
And they have no respect for the status quo.
You can quote them, disagree with them, glorify or vilify them.
About the only thing you can’t do is ignore them.
Because they change things.
They push the human race forward.
And while some may see them as the crazy ones, we see genius.
Because the people who are crazy enough to think they can change the world, are the ones who do.

แม้ว่าคนเหล่านี้จะบ้า  ทำตัวไม่เหมาะสม กบฎ เจ้าปัญหา นอกคอก
ไม่ทำตามกฎ  และแหวกความคิดความเชื่อเดิมๆ  เป็นคนที่คิดอะไรแตกต่างออกไป
คุณอาจจะพูดถึงพวกเขาเหล่านั้น อาจจะไม่เห็นด้วย หรืออาจจะชื่นชมยินดีกับเขา
แต่คุณไม่สามารถเมินเฉยกันเขาได้ เพราะเขานั้นแตกต่าง
พวกเขาผลักดันให้มนุษยชาติมีความก้าวหน้า 
บางครั้งคุณอาจจะว่าพวกเขาบ้า  แต่เรากลับเห็นอัจฉริยะ
เพราะพวกเขาบ้าพอที่เชื่อว่าเปลี่ยนโลกนี้ได้


     สำหรับวันนี้ เราขอจบเรื่อง Vision ไว้แต่เพียงเท่านี้  ถ้ามีท่านใดอยาก share ความฝัน ก็อย่าลืมเล่าสู่กันฟังนะค่ะ

แด่.... ความฝันอันยิ่งใหญ่สำหรับ ผู้ที่บ้าพอจะไขว้คว้าให้ฝันนั้นเป็นจริง.... มาร่วมกันฝันกันเถอะ

การเริ่มต้น - 30 เครื่องมือการบริหารจัดการ

สุภาษิตจีน กล่าวว่า  หนทางไกลนับหมื่นลี้ ต้องเริ่มต้นด้วยก้าวแรก  

    ต้องนับว่าเป็นสุภาษิตเตือนใจจริงๆ  เพราะเจ้านิสัยผลัดวันประกันพรุ่ง ไม่ยอมเริ่มต้นสักกะที  ทำให้ไม่มีโอกาสได้เริ่มคิด เริ่มเขียน  เริ่มลงมือทำ  ตามสัญญาที่ให้ไว้กับคุณแม่ (เจ้าขา) ว่าจะเขียนบทความทางวิชาการ จากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา  ที่สามารถทำเรื่องยาก ให้ยากขึ้น (หรือเปล่า)  ทำให้คนที่ไม่เข้าใจ ยิ่งไม่เข้าใจมากขึ้น (มั้ง)  
    เลยต้องเริ่มต้นจากการเขียน blog นี้  เพื่อเป็นสัญญาว่าจะเขียน Management tool ให้ครบ 

    โดยวัตถุประสงค์ เพื่อ รวบรวมแนวคิด หรือ Concept ของ Tools ต่างๆ  ว่าเขาคิดอย่างไร ก่อนที่จะนำไปใช้  เพราะความผิดพลาดของคนไทยๆ  อย่างเราคือ  การนำไปใช้โดยปราศจากความรู้แจ้ง  ซึ่ง ดร. เดมมิ่ง เคยกล่าวไว้ว่า ทุก ๆ  การปรับปรุงคือการทำให้ระบบนั้นแปรปรวน บางครั้งการปรับปรุงก็ยิ่งทำให้ระบบแย่ลง ๆ  ไปเรื่อย ๆ  ดังนั้นการปรับปรุงที่ดี คือการปรับปรุงอย่างรู้แจ้งเห็นจริง เข้าไปคลุกวงใน ไปสังเกต ไปลงมือทำ  ไปทำความเข้าใจกับคนทำงาน เครื่องจักรที่ทำงาน และเข้าใจเป้าหมายขององค์กร

     หากท่านใดหลงเข้ามาอ่านใน blog นี้ ก็ขอให้ท่านมีความสุข สนุกสนานกับเครื่องมือต่างๆ  นะจ๊ะ หากจะ share ประสบการณ์ซึ่งกันและกันยิ่งดีเข้าไปใหญ่ค่ะ